posttoday
ลงทุนให้ปลอดภัยต้องใช้สติ

ลงทุนให้ปลอดภัยต้องใช้สติ

06 กันยายน 2554

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกพุ่งจาก 1,310 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกพุ่งจาก 1,310 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

โดย..สุรีรัตน์ สุรเดชะ 

มาทำสถิติสูงสุด 1,904 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในช่วงปลายเดือน ส.ค. แต่อีก 2 วันถัดมาราคาก็ตกลงมาแตะ 1,708 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ลดลงกว่า 10% ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ด้านราคาทองในประเทศก็ผันผวนไม่แพ้กัน หลายคนเห็นทองราคาพุ่งก็ตาโตและมองว่าเป็นช่องทางทำกำไรได้มาก รีบวิ่งเข้าไปลงทุนตามกระแส ผลปรากฏว่าคนที่เข้าผิดจังหวะรีบไปซื้อในวันที่ทองราคาแพง ก็ต้องช้ำใจและรอลุ้นให้ราคาทองกลับขึ้นอีกครั้ง หากเงินลงทุนไม่ใช่เงินเย็น รอไม่ไหวก็ต้องตัดใจยอมขายขาดทุนไปเลย

การลงทุนแบบเก็งกำไรระยะสั้นในสินค้าที่มีความผันผวนของราคามากๆ เช่น ทองคำหรือหุ้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะราคาของสินทรัพย์เหล่านี้ปรับขึ้นลงรวดเร็ว มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยที่จะมากระทบมากมาย ทั้งความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐหรือปริมาณเงินในระบบ เป็นต้น โอกาสที่จะลงทุนแล้วประสบความสำเร็จจึงมีความไม่แน่นอนสูง

บางคนอาจมองว่า ข้อดีของราคาที่แกว่งตัวขึ้นลงมากคือ โอกาสที่จะทำกำไรได้มาก หากคุณสามารถจับจังหวะได้ถูกต้อง ซื้อราคาถูกและขายได้ราคาแพงถือว่าโชคดี แต่คนส่วนใหญ่มักคาดการณ์หรือจับจังหวะผิด จึงได้รับโอกาสเรียนรู้การขาดทุนเสียมากกว่า ดังนั้น หากต้องการลงทุนในสินค้าที่ราคาผันผวนสูงควรต้องเตือนสติตนเองในประเด็นเหล่านี้

แม้ราคาที่ผันผวนจะสร้างโอกาสทำกำไรให้คุณได้ แต่การพยายามจับจังหวะลงทุนเพื่อให้ซื้อได้ในราคาถูกแล้วขายเมื่อราคาแพงนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เมื่อคิดจะซื้อหรือขายก็อย่ารีบตัดสินใจ เพราะเกิดตื่นตกใจกับภาวะตลาด แต่ ขอให้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบทุกครั้ง วิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 พิสูจน์ให้เห็นว่า คนที่ซื้อขายด้วยความตื่นตกใจต้องประสบผลขาดทุนมหาศาล ในขณะที่คนที่มีสติและตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ถูกต้องก็ได้รับผลกำไรมหาศาลเช่นกัน

มื่อการจับจังหวะลงทุนอย่างถูกต้องเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย ในจำนวนที่เท่าๆ กันอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดือนละครั้งหรือที่เรียกว่า Dollar Cost Averaging (DCA) สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการซื้อในราคาที่แพงเกินไปได้ ราคาที่คุณซื้อในแต่ละครั้งอาจจะถูกหรือแพงแตกต่างกันไป แต่สุดท้ายเมื่อนำมาถัวเฉลี่ยกันก็จะได้ราคากลางๆ แม้ว่าไม่ได้ถูกที่สุดแต่ก็ไม่แพงจนสุดกู่

การลงทุนในภาวะตลาดผันผวน ควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนในระยะยาวมากกว่า 3 ปีขึ้นไป เพราะจากสถิติแล้วการลงทุนระยะยาวจะสามารถเอาชนะความผันผวนได้และสร้างผลตอบแทนได้แน่นอนกว่า เช่น กรณีของทองในระยะยาวราคาทองมีทิศทางขาขึ้น ขณะที่ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ราคาทองมีความผันผวนสูง นอกจากนี้ เงินที่จะนำมาลงทุนควรเป็น เงินเย็น ที่ไม่มีความจำเป็นต้องนำไปใช้ในเรื่องอื่น เพราะหากต้อง “ติดดอย” แต่จำเป็นต้องตัดใจขายสินทรัพย์ออกไปในราคาขาดทุน การลงทุนครั้งนี้ก็อาจเรียกได้ว่าล้มเหลว

อย่าลืมคำนึงถึงการกระจายเงินลงทุนไปในสินทรัพย์หลายประเภท เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน เพราะไม่มีสินทรัพย์ประเภทใดเป็นพระเอกตลอดกาล สินทรัพย์แต่ละประเภทจะผลัดกันเป็นพระเอกในภาวะตลาดแต่ละช่วง เช่น การลงทุนในหุ้นสร้างผลตอบแทนสูงในยามที่ตลาดหลักทรัพย์อยู่ในภาวะขาขึ้น ในขณะที่ตราสารหนี้อย่างพันธบัตรหรือหุ้นกู้ แม้จะมีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่า แต่ก็มีความแน่นอนสม่ำเสมอกว่าในยามที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน ดังนั้น จึงไม่ควรทุ่มเงินลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียวแต่ควรจัดสัดส่วนของพอร์ตการลงทุนที่มีสินทรัพย์หลายประเภทให้เหมาะสมสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ รวมทั้งมีการปรับสัดส่วนเป็นระยะๆ ซึ่งเรื่องนี้บริการที่ปรึกษาการลงทุนของสถาบันการเงินหลายแห่งน่าจะช่วยคุณได้ดีที่สุด

คอย ติดตามข่าวสารให้มาก เพราะทิศทางของตลาดล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบจากความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก เช่น ความเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อหรือปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ เป็นต้น รู้จักใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อให้สามารถคาดการณ์ทิศทางการลงทุนและปรับเปลี่ยนพอร์ตได้ทันการณ์

ไม่ว่าสถานการณ์การลงทุนจะผันผวนแค่ไหน หากคุณใช้สติในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ยึดเป้าหมายการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ไว้ให้มั่น ไม่หลงไปตามราคาที่หวือหวาก็สบายใจได้ว่า เงินลงทุนของคุณจะไม่ถูกกระทบอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาด เพราะเมื่อ “สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา”

 

ข่าวล่าสุด

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก