
ศาลปกครองรับไต่สวนตั้งกสทช.
กสทช. 11 คนส่อสะดุด หลังศาลปกครองสูงสุด-ดีเอสไอ รับฟ้องคดีที่มีปัญหา เร่งตรวจสอบโปร่งใส
กสทช. 11 คนส่อสะดุด หลังศาลปกครองสูงสุด-ดีเอสไอ รับฟ้องคดีที่มีปัญหา เร่งตรวจสอบโปร่งใส
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ศาลปกครองสูงสุดได้รับไต่สวนกรณีของนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร อดีตคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) หนึ่งในผู้สมัครคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขอคุ้มครองฉุกเฉินเมื่อวันที่ 2 ก.ย.
ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่นายสุรนันท์ได้ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช.เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่เสนอชื่อผู้ฟ้องต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้ได้คะแนนเป็นอันดับ 5 ในสาขาเศรษฐศาสตร์ รองจากนายอรรถชัย บุรกรรมโกวิท ที่มีคะแนนเป็นลำดับที่ 4
สาเหตุที่นายอรรถชัยถูกตัดสิทธิ์นั้น เนื่องจากเป็นกรรมการ หรือ บอร์ด บริษัท อสมท ซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 2553 หรือ พรบ. กสทช. แต่ทางคณะกรรมการสรรหากลับเสนอชื่อนายยุทธ์ ชัยประวิตร เป็นผู้เข้ารอบแทน ทำให้นายสุรนันท์ไม่ได้เป็น 1 ใน 22 คนที่มีสิทธิ์ได้รับเลือกเป็น กสทช.
นอกจากนี้ มีรายงานว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษเตรียมประชุมกันในวันที่ 7 ก.ย.นี้ เพื่อพิจารณาเรื่องการสรรหา กสทช. เป็นคดีพิเศษ หลังจากก่อนหน้านี้ ดีเอสไอได้เคยชี้มูลความผิดว่ากระบวนการสรรหากสทช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขณะที่นายพนา ทองมีอาคม ผู้สมัคร กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ และไม่ได้รับคัดเลือก แถลงเปิดใจเมื่อวันที่ 6 ก.ย. ว่า ยอมรับผลการลงคะแนนของวุฒิสมาชิกและไม่มีความคิดที่จะฟ้องร้องใดๆ รวมทั้งปฏิเสธว่าไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆจากนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ แต่ยอมรับว่าสนิทกัน เนื่องจากนายไพบูลย์เป็นเพื่อร่วมสถาบันการศึกษาเดียวกัน
ทั้งนี้ ต้องการให้ กสทช.เร่งออกใบอนุญาตให้บริการ หรือ ไลเซ่นส์ 3 จีบนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ เนื่องจากล่าช้ามานานมาแล้ว รวมทั้งร่างประกาศใบอนุญาตให้บริการวิทยุ ประเภทบริการสาธารณะ การจัดทำแผนแม่บท กสทช. ซึ่ง กทช.เดิมได้ดำเนินการไว้ส่วนหนึ่งแล้ว และเตียมเสนอให้ กสทช.ชุดใหม่นำไปใช้งานได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ กังวลว่า กสทช. 11 ท่านที่ได้รับเลือกมานั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนายทหาร เพราะสีเสื้อหรือเครื่องแบบไม่ได้มีผลต่อการทำงาน และทหารที่ได้รับเลือกนั้นเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ จึงต้องการให้มองที่ความสามารถมากกว่า







