posttoday
กลต.ตั้งวอร์รูม รับมือการเมืองเดือนก.พ.

กลต.ตั้งวอร์รูม รับมือการเมืองเดือนก.พ.

17 กุมภาพันธ์ 2553

การเมืองเรื่องร้อนๆ สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นก่อนถึงวันที่ 26 ก.พ. 2553 ที่ศาลฎีกาจะตัดสินยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของอดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่มีใครประเมินได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ทำได้และทุกหน่วยงานต้องทำคือ การเตรียมมาตรการต่างๆ ไว้รองรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.ได้ติดตามสถานการณ์การเมืองในเดือนก.พ. ก่อนและหลังการตัดสินคดียึดทรัพย์ ที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างใกล้ชิด

รวมทั้งได้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งตลาดหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทย และโบรกเกอร์ต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) รวมทั้งหน่วยงานราชการและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลด้านข่าวสารและความมั่นคง เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนและรายงานข้อมูล หรือกระแสข่าวลือต่างๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ และให้ข้อเท็จจริงอย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ เท่าที่คุยกับนักวิเคราะห์โบรกเกอร์ต่างชาติส่วนใหญ่ยังมั่นใจศักยภาพของตลาดหุ้นไทยและนโยบายของประเทศ แต่ยอมรับว่าระยะสั้นยังมีปัจจัยเสี่ยง

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า มีมาตรการพร้อมรับมือ แต่ไม่จำเป็นต้องออกมาตรการใหม่ ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีการติดตามข้อมูลและประสานงานกันอย่างดี

นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงานกำกับตลาด กล่าวว่า จะเกาะติดสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด และมีมาตรการต่างๆ รองรับ ร้ายสุดมองว่าเหตุก็เหมือนช่วงเดือนเม.ย. 2552

สิ่งที่จะให้ความสำคัญคือระบบการซื้อขายซึ่งจะประสานกับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) เพื่อให้ลูกค้าสามารถซื้อขายได้ตามปกติ หากหยุดการซื้อขายยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงกับประเทศ

นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (สมาคมบลจ.) กล่าวว่า สมาคมอยู่ระหว่างออกหนังสือแจ้งการเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุ ดังนี้ 1.การเตรียมสภาพคล่องรับมือการไถ่ถอนหน่วยลงทุน 2.บริษัทสมาชิกจะต้องมีแผนสำรองรองรับหากเกิดเหตุ (Back Up Site) 3.ให้คำแนะนำพนักงานหลีกเลี่ยงสถานที่และเส้นทางอันอาจไม่ปลอดภัยเป็นการล่วงหน้า

หากมีเหตุการณ์ไม่ปกติ หรือต้องการคำแนะนำต่างๆ บลจ. จะสามารถติดต่อไปที่ก.ล.ต. หรือที่สมาคมได้

นายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การเมืองยังเป็นปัจจัยหลักที่อาจทำให้ทริสมีแนวโน้มปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทลูกค้า ในช่วง 10 วันอันตรายก่อนถึงวันตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่างชาติให้น้ำหนักมาก

“ถ้าการเมืองไม่จบในระยะสั้น กลายเป็นปัญหาลากยาว จะส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันของแต่ละบริษัทได้ ซึ่งกลุ่มที่มีความเสี่ยงคือ กลุ่มโรงแรม ท่องเที่ยว และสายการบิน”

สำหรับภาพรวมอันดับเครดิตของไทยในสายตาต่างชาติขณะนี้อยู่ที่ BBB สะท้อนเศรษฐกิจและการเมืองไทย ได้ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาของนักลงทุนมาก เพราะหากแบ่งนักลงทุนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ นักลงทุนระยะยาว ที่ลงทุนในประเทศโดยมองจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ถือว่าไทยยังมีความน่าลงทุน ซึ่งปัญหาการเมืองขณะนี้ไม่ใช่ปัจจัยถาวรเชื่อว่าเมื่อถึงที่สุดสถานการณ์จะต้องคลี่คลายลง

ขณะที่นักลงทุนประเภทเก็งกำไร เริ่มถอนการลงทุนออกไปแล้วเมื่อ 23 สัปดาห์ก่อน จากปัญหาการเมือง ซึ่งทริสเห็นว่าภาครัฐควรเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาจมีความคิดแตกต่างให้มากขึ้น โดยใช้กลไกสื่อสารที่เข้าถึงเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลง

น.ส.ปรารถนา มงคลกุล กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) กล่าวว่า บริษัทจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะมีร้านอาหารกระจายอยู่ทั่ว แม้ว่าขณะนี้ยังไม่พบยอดการให้บริการลดลง และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท