
แนะธุรกิจกำเงินสดยืดหยุ่น รับเสี่ยงเศรษฐกิจพลิกจากการเมือง
ในงานเสวนาความท้าทายของผู้นำองค์กร ในสภาวการณ์ผันผวน ผู้นำบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเมินสอดคล้องกันว่าห่วงการฟื้นตัวในระยะยาวของเศรษฐกิจไทยว่าจะไม่ยั่งยืน เพราะปัญหาหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรปที่ยังประเมินผลกระทบไม่ชัดเจน ส่งผลให้ทั้งภาครัฐและเอกชนชะลอการลงทุน และยังมีการเมืองเข้ามาฉุด วิธีรับมือความเสี่ยงคือ ระมัดระวัง กำเงินสด และต้องยืดหยุ่นในการปรับตัว
“
ชนินท์ ว่องกุศลกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บ้านปู กล่าวว่า เศรษฐกิจมีความหวัง แต่ก็มีจุดเสี่ยง จากทั้งเศรษฐกิจโลกและการเมือง โดยเฉพาะปัญหาการเมืองที่จะทวีความเข้มข้นในช่วง 2 เดือนข้างหน้า“12
ปีที่ผ่านมา ไทยมีปัญหาทางการเมือง แต่ 23 เดือนมานี้นักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ แต่ปัจจัยเดียวที่น่าห่วงโดยเฉพาะ2 เดือนข้างหน้าคือเรื่องการเมือง และ 10 เดือนที่เหลือของปี นับว่าการเมืองเป็นตัวแปรที่สำคัญ เพราะคาดเดายาก นอกจากนั้นยังมีปัญหามาบตาพุดที่ส่งผลให้โครงการขนาดใหญ่ชะลอและจะฉุดรั้งเศรษฐกิจในปีนี้ ขณะที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ดังนั้นธุรกิจควรจัดโครงสร้างทางการเงินให้ดี”“
อนนต์ สิริแสงทักษิณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวในระยะสั้น แต่ปัญหาคือว่าเป็นการฟื้นอย่างยั่งยืนหรือไม่ จึงต้องมีความระมัดระวัง ในสภาวะเศรษฐกิจสองฟากคือ ตะวันตกที่ยังไม่ฟื้นสวนทางเศรษฐกิจเอเชีย และเศรษฐกิจไทยโตช้าที่สุดในภูมิภาค เพราะการเมืองที่เป็นตัวถ่วงทั้งนี้ การบริหารความเสี่ยงภายใต้สถานการณ์ที่ผันผวนนี้ จะคิดนานไม่ได้ ต้องทำความเข้าใจและรีบจัดการ นอกจากนั้นควรกำเงินสดไว้เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาสภาพคล่องและดูแลต้นทุน
“
ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าความไม่แน่นอนสูงเรื่องการเมืองจะอยู่กับเราตลอดไป และเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงมากขึ้นในวิกฤตที่เกิดขึ้นผู้บริหารควรวิเคราะห์ความเสี่ยงให้ดี พร้อมหาวิธีแก้ไข เรื่องสำคัญคือสร้างความยืดหยุ่น เพื่อหาโอกาสปรับตัวให้ทันกับสภาพแวดล้อมท่วงที
ขณะที่
“ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ความท้าทายในการบริหารความเสี่ยงในระยะต่อไป” โดยมองว่าวิกฤตการเงินโลกจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตรอบที่ผ่านมา นอกจากจะเกิดจากจุดอ่อนในการกำกับดูแลสถาบันการเงินแล้ว ยังเกิดจากปัจจัยทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของประเทศในภูมิภาคนี้ เช่น จีน และเวียดนาม มีการผลิตเกินกว่าความจำเป็นที่ต้องใช้ในประเทศเพื่อส่งออกและมุ่งไปยังสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ประเทศเหล่านี้เกินดุล ขณะที่สหรัฐขาดดุลการค้ามหาศาล จนเกิดความไม่สมดุล (Global Inbalance) ทำให้ตลาดเงินบิดเบือนและเกิดฟองสบู่ในท้ายที่สุดดังนั้น สิ่งจำเป็นต้องเร่งแก้ไขมีอยู่ด้วยกัน 5 ข้อ 1.ประเทศเหล่านี้ควรปล่อยให้ค่าเงินยืดหยุ่นมากขึ้น 2.กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น สามารถทำได้ด้วยการปล่อยให้ค่าเงินแข็งค่า เพื่อให้มีกำลังซื้อสินค้านำเข้าและต้องปล่อยค่าแรงให้เป็นไปตามกลไกตลาด ให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น 3.ปรับกระบวนการพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และ 4.ประเทศในภูมิภาคนี้ควรเพิ่มการค้าระหว่างกัน และ 5.เชื่อมโยงสินค้าบริการ ซึ่งจะเอื้อให้เกิดการเชื่อมโยงการเงินมากขึ้น
ในส่วนของสำนักงานก.ล.ต.เอง ก็มุ่งให้เกิดการเชื่อมโยงตลาดทุนเข้าด้วยกันสำหรับตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้
อย่างไรก็ตาม หากมีการปรับตัวตามข้อมูลเหล่านี้ เชื่อว่าจะเกิดความเสี่ยงใหม่ๆ คือ อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนมากเมื่อเทียบกับค่าเงินสหรัฐ หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ซึ่งจะต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด การชำระเงินระหว่างผู้ค้าด้วยกันเองจะเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และกรณีที่มีการเชื่อมโยงตลาดหุ้นระหว่างตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ จะมีความเสี่ยงทางด้านกฎหมาย เช่น หากผู้ลงทุนไทยไปซื้อหุ้นในตลาดหุ้นเวียดนาม และเกิดความเสียหายและคดีฟ้องร้องขึ้นจะมีการบริหารความเสี่ยงเหล่านี้อย่างไร ดังนั้นไม่ว่าจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคไปในทิศทางใด การบริหารความเสี่ยงยังจำเป็นต้องมี
ผู้นำองค์กรยกทัพออกมาแนะกันคับคั่งอย่างนี้...ไม่รู้ว่าจะรอดจากวิกฤตกันไปได้อีกกี่ราย







