
ความไม่มั่นคงทางพลังงาน
นับว่าสร้างความสับสนน่าดู สำหรับมาตรการลดการเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเบนซินและดีเซล
นับว่าสร้างความสับสนน่าดู สำหรับมาตรการลดการเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเบนซินและดีเซล
โดย..เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
ทำให้ในช่วงแรกราคาน้ำมันดีเซลลดลงทันที 3 บาท และเบนซินลดลง7-8 บาท โดยประมาณ ซึ่งแทนที่จะได้รับคำชื่นชมจากประชาชน แต่กลับได้รับคำตำหนิติเตียนจากเสียงส่วนใหญ่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตและผู้ใช้แก๊สโซฮอล์ ที่เดิมให้ความร่วมมือโดยดีกับนโยบายการพัฒนาพลังงานทดแทนช่วยเหลือเกษตรกรและลดโลกร้อน แต่กลับต้อง “ตะลึงงัน” กับมาตรการนี้ที่ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินกับแก๊สโซฮอล์ต่างกันเพียงหลักสตางค์เท่านั้น ทำให้ผู้ใช้แก๊สโซฮอล์ไม่มีแรงจูงใจในการใช้
ที่สำคัญคือ ผู้ผลิตไม่รู้จะผลิตไปทำไม เพราะคนแห่กลับมาใช้เบนซิน ทำให้ปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวและขาดตลาด
แม้จะพยายาม “ถ่าง” ให้ราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์ต่างกันให้มากที่สุด แต่ก็ทำให้ต่างกันได้เพียงบาทกว่าๆ ซึ่งก็ไม่ทำให้ผู้บริโภคหันกลับไปใช้แก๊สโซฮอล์อยู่ดี
เพราะเป็นธรรมชาติของคนที่มีความเชื่อว่า “ของแท้ย่อมดีกว่าของผสม” และต้องมาแก้ไขผลจาก “ความคิดชั่ววูบ” ที่ไม่ค่อยให้ประโยชน์ แต่กระทบและให้โทษกับหลายภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตรและความพยายามให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทน
และที่สำคัญที่สุดคือนโยบาย “ความมั่นคงทางพลังงาน” เพราะภาวะการขาดแคลนพลังงานซึ่งมีความเป็นไปได้มากในอนาคต ถ้าเรายังคงผูกขาดกับน้ำมันจากฟอสซิลเช่นปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ และถ้าเราไม่เตรียมการให้ดี เมื่อเกิดการขาดแคลนพลังงาน จะก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลคงต้องถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับนโยบายประชา “ไม่” นิยมในครั้งนี้ เพราะการลดราคาเบนซินและดีเซลอย่างฮวบฮาบก็เป็นไปตามนโยบายที่พรรคการเมืองหาเสียงก่อนเป็นรัฐบาล โดยมีเป้าหมายที่จะลดภาระค่าใช้จ่าย ลดค่าครองชีพและช่วยคนไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
เพราะ “ความเข้าใจพื้นๆ” คือค่าขนส่งเป็น “ต้นทุนพื้นฐาน” ของสินค้าแทบทุกชนิด ถ้าลดราคาน้ำมันลง ค่าขนส่งก็ลดลง ต้นทุนการผลิตสินค้า “น่าจะ” ลดลง และราคาสินค้าก็ “น่าจะ” ลดลงด้วย ซึ่งจะเห็นว่าผลของการลดราคาน้ำมันไปจนถึงราคาสินค้าค่อนข้างกระทบกัน “หลายชิ่ง”
ราคาน้ำมันลดลงแล้ว แต่ที่ราคาสินค้ายังไม่ลดลงนั้น เพราะมีเพียงดีเซลเท่านั้นที่เป็นต้นทุนในการขนส่ง ส่วนเบนซินแทบไม่เกี่ยวเลย
นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงผลทางจิตวิทยาที่ว่า “มนุษย์ย่อมต้องเอาตัวเองให้รอดก่อนคำนึงถึงคนอื่น” ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกว่าเวลาราคาน้ำมันขึ้น ราคาสินค้าจึงขึ้นตาม ในขณะที่เวลาลงกลับไม่ลงตามกัน ยิ่งเอกชนยังเป็นห่วงถึงมาตรการเพิ่มค่าจ้างและเงินเดือนที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงเช่นกัน ทำให้ต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อนในกรณีที่แม้รัฐบาลจะลดภาระให้ส่วนหนึ่งแต่กลับไปเพิ่มภาระอีกส่วนหนึ่ง
ทำให้เห็นว่ารัฐบาลนี้ขาดการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเชื่อมต่อมาตรการกับเป้าหมายในระยะยาว แสดงให้เห็นถึงนโยบาย “ตื้นๆ” ที่วางเป้าหมายเพียงระยะสั้นๆ (เช่น หาเสียงให้ได้เป็นรัฐบาล) และเมื่อส่งผลกระทบต่อภาคส่วนอื่น กลับต้อง “วิ่งพล่าน” หาทางแก้ไข โดยกลับมองไม่เห็นถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการนั้นๆ ซึ่งในทางยุทธศาสตร์เรียกว่า “ขาดวิสัยทัศน์”
ทีนี้เลยต้องมาแก้ในส่วนอื่นๆ เช่น ต้องหาทางลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของแก๊สโซฮอล์ หรือหาทางลดภาษีสรรพสามิตซึ่งต้องใช้เวลานานในการแก้กฎหมายเพื่อการนี้
มิหนำซ้ำยิ่งเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด เพราะการใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ อย่างขาดยุทธศาสตร์กลับยิ่งสร้างภาระมากกว่าจะใช้เป็นกลไกในการสร้างเสถียรภาพด้านราคาและปริมาณ
รัฐบาลคงต้องทบทวนนโยบายด้านพลังงาน และวางแผนยุทธศาสตร์อย่างจริงจังในการจัดการด้านความมั่นคงทางพลังงาน และคงต้องเรียนรู้บทเรียนในการกำหนดนโยบายว่าจะต้องสำรวจความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และคิดให้รอบด้านกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจและสังคม
เอาเถอะ คงเอาเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวมาประเมินรัฐบาลไม่ได้ และเพื่อความเป็นธรรมคงต้องดูกันในระยะยาว เพราะในระยะเวลาสั้นๆ ที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศยังทำอะไรไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวสักอย่างหนึ่งเลย







