posttoday
เอสซีจีไล่ซื้อปิโตรฯอินโด

เอสซีจีไล่ซื้อปิโตรฯอินโด

31 สิงหาคม 2554

ต่อยอดธุรกิจหลักผงาดเอเชียปลื้มนโยบายรัฐเพิ่มงบวิจัย1%

ต่อยอดธุรกิจหลักผงาดเอเชียปลื้มนโยบายรัฐเพิ่มงบวิจัย1%

เอสซีจีเล็งซื้อ 2 กิจการปิโตรเคมีอินโดนีเซีย คาดเม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หวังเป็นผู้นำผลิตปิโตรเคมีชั้นนำในเอเชีย เจอเกาหลีแข่งสู้

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนเข้าไปซื้อกิจการโรงงานปิโตรเคมีในประเทศอินโดนีเซีย 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานปิโตรเคมี Sulfindo มูลค่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เปิดประมูลราคารอบแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

รายงานข่าวต่างประเทศ ระบุว่า นอกจากบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จะเข้าร่วมประมูลแล้ว ยังมีบริษัทจากประเทศเกาหลีใต้เข้าร่วมประมูลด้วยชื่อ Hanwha เคมิคอล คอร์ป แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบผลการประมูล

ปัจจุบัน Sulfindo มีกำลังการผลิตเอทิลีน ไตรคลอไรด์ อยู่ที่ 2.95 แสนเมตริกตัน ไวนิลคลอไรด์ โมโนเมอร์ 1 แสนเมตริกตัน และโพลีไวนิล คลอไรด์ ปีละ 8 แสนเมตริก

นอกจากนี้ เอสซีจียังมีแผนซื้อกิจการ Chandra asri ที่มีกลุ่มเทมาเซกถือหุ้น 23% และกลุ่มเทมาเซกประกาศขายหุ้นทั้งหมดเพื่อปรับพอร์ตการลงทุน โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังไม่ได้เปิดราคาประมูล

สำหรับ Chandra asri ถือเป็นโรงงานผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ 40-55% มีกำลังผลิตนาฟทา 9.2 แสนตัน โพลีเอทิลีน 3.2 แสนตัน โพลีโพรพิลีน 4.8 แสนตัน และสตรายรีน โมโนเมอร์ 3.4 แสนตัน

ปัจจุบันธุรกิจปิโตรเคมีถือเป็นธุรกิจหลักของเอสซีจี ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น และจะทำให้เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่อันดับต้นๆ ในเอเชีย ขณะเดียวกันก็ทำให้บริษัทเข้าไปอยู่ใกล้ตลาดลูกค้ามากขึ้น จากการมีฐานผลิตปิโตรเคมีในประเทศอินโดนีเซีย

ด้านนายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท. เคมิคอล กล่าวว่าก่อนหน้านี้ บริษัท ปตท. ก็สนใจเข้าซื้อกิจการของ Chandra asriในอินโดนีเซียเช่นกัน เนื่องจากซัพพลายในตลาดมีน้อย ขณะที่ดีมานด์ยังมีอีกมาก รวมทั้งสนใจเข้าซื้อกิจการปิโตรเคมีในฟิลิปปินส์และเวียดนามด้วย

นายกานต์ ยังกล่าวถึงการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ในเวทีงานสัมมนา Thailand Competitivenes Conference 2011 ว่า รัฐบาลมีแผนที่จะเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาในประเทศเพิ่มเป็น 1% ของตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจของประเทศถือเป็นสิ่งที่ดี จากปัจจุบันอยู่ที่ 0.2% หรือประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท

“ประเทศไทยใช้งบวิจัยคงที่ระดับนี้มาตลอด 40 ปี ซึ่งถือว่าต่ำมาก เนื่องจากค่าเฉลี่ยการใช้งบวิจัยและพัฒนาในหลายประเทศจะอยู่ที่ 1% ขณะเดียวกันต้องการให้รัฐบาลเห็นความสำคัญกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากที่เป็นกระทรวงเกรดซี ควรยกเป็นกระทรวงเกรดเอ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่พัฒนาในหลายภาคส่วน และทำให้ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ แข็งแรงเพิ่มขึ้น” นายกานต์ กล่าว


 

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ