posttoday
การปฏิรูปประมวลรัษฎากรและภาษีเงินได้

การปฏิรูปประมวลรัษฎากรและภาษีเงินได้

30 สิงหาคม 2554

เรามาดูข้อเสนอกันต่อจากฉบับที่แล้วนะครับ

เรามาดูข้อเสนอกันต่อจากฉบับที่แล้วนะครับ

โดย..กิติพงษ์ อุรพีพัฒนพงศ์

1.3 รัฐบาลควรพิจารณาให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ เช่น การให้กู้เงิน ดอกเบี้ยกู้ต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐ หรือการได้สิทธิซื้อทรัพย์สินจากการเคหะในราคาถูก การให้สิทธิประโยชน์รักษาพยาบาล หรือกรณีเกิดทุกขภัยหรือความเสียหาย รัฐบาลก็อาจจะช่วยเหลือผู้เสียภาษีในจำนวนเงินที่มากกว่าปกติได้ การมีข้อมูลที่ครบถ้วนของผู้เสียภาษี รัฐบาลสามารถให้ความช่วยเหลือได้ตรงและได้มากกว่าการช่วยเหลือเป็นการทั่วไปได้ อันเป็นการแสดงว่าผู้เสียภาษีมีสิทธิพิเศษกว่าผู้ไม่เสียภาษีอันจะเป็นการจูงใจให้คนอยากเสียภาษีได้ และถือว่าเป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องยื่นแบบภาษีทุกคน

1.4 การปรับปรุงอัตราค่าลดหย่อนและอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายตาม ความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยอาจกำหนดอัตราสูงสุดเป็นร้อยละของเงินได้

ปัจจุบันนี้เงินได้บุคคลธรรมดาที่เป็นค่าจ้างนั้น ให้นำค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 1 แสนบาท และค่าลดหย่อนคนที่เป็นโสดก็จะหักได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อคน หากกรณีผู้มีบุตรก็สามารถหักค่าลดหย่อนได้ไม่เกินคนละ 1.5 หมื่นบาท สำหรับบุตรไม่เกิน 3 คน ท่านผู้อ่านลองดูสิครับว่า จำนวนเงินค่าใช้จ่ายเหล่านี้สะท้อนความเป็นจริงหรือไม่ ผมจึงขอเสนอให้พิจารณารายจ่ายต่อไปนี้ให้หักเป็นค่าใช้จ่าย หรือค่าลดหย่อนได้ โดยสะท้อนความเป็นจริงและหลักการเพื่อให้บรรลุนโยบายของรัฐบาลในแต่ละขั้น ผมมีความเห็นว่าการพิจารณาหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงแล้ว อาจกำหนดอัตราสูงสุดไว้ (เช่นไม่เกิน 20%ของรายได้) ผมมีความเห็นว่าก็จะช่วยให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น และผลจะทำให้ผู้มีเงินได้ได้รับความคุ้มครอง หรือใช้สิทธิในการวางแผนการเงินในอนาคตของตนเองได้ โดยรัฐบาลอาจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเหล่านี้โดยนำค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบไปช่วยผู้มีรายได้น้อยได้ ผู้เสียภาษีกลุ่มนี้ยังเป็นตัวแทนการเก็บภาษีให้รัฐบาลมากขึ้นและเป็นการช่วยเหลือธุรกิจตามนโยบายของรัฐบาลได้ และควรยกเลิกการหักเหมาสำหรับเงินได้อื่นๆ เช่น

(1) ค่าเช่า หากผู้มีเงินได้สามารถนำค่าเช่ามาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ (แต่อาจจะมีการจำกัดวงเงิน) รัฐบาลก็ยังเก็บภาษีจากผู้ให้เช่าได้อีกเพราะปัจจุบันผู้เช่าก็ไม่ต้องการใบเสร็จ (เพื่อนำมาหักรายจ่าย) และยังมีข้อมูลเรื่องมูลค่าของทรัพย์สินได้อีกด้วย ดูตัวอย่างตอนท้ายถึงวงจรการเก็บภาษี

(2) ค่าดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับบ้านหลังแรกโดยไม่ควรจำกัดวงเงิน อันจะเป็นการช่วยส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่อาจกำหนดให้สอดคล้องกับรายได้ว่าบ้านไม่ควรเกินวงเงินเท่าใดต่ออัตราส่วนรายได้

(3) เพิ่มอัตราเบี้ยประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามเงินได้ 40% โดยไม่จำกัดวงเงิน

(4) กรณีการหักรายจ่ายเกี่ยวกับการลงทุนด้านการศึกษา การอบรม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหนังสือ การเข้ารับการฝึกอบรมของบุคคลธรรมดาซึ่งต้องการขวนขวายความรู้ของบุคคลธรรมดา ปัจจุบันค่าใช้จ่าย การศึกษา หรือการบริจาค หนังสือต่างๆ กรมสรรพากรให้หักได้ 2 เท่า ให้แก่บริษัทในการส่งพนักงานไปพัฒนาเพื่อศึกษาหรือการเข้ารับการฝึกอบรม แต่สำหรับบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง แต่เป็นอาชีพอิสระ จะไม่มีสิทธินำค่าเรียน ค่าเข้าอบรมมาหักเป็นค่าลดหย่อนหรือค่าใช้จ่ายได้

(5) ค่ารักษาพยาบาลก็ควรจะให้หักเป็นค่าใช้จ่าย เพราะหากซื้อประกันไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้นค่ารักษาพยาบาลก็ควรหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ หรือเป็นการให้สวัสดิการโดยตรง

(6) ค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบ้าน การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ (ที่รัฐบาลเสนอมาตรการหักรายจ่ายปัจจุบัน) เพื่อส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวในปัจจุบัน เป็นต้น

ประเด็นเรื่องการหักรายจ่ายตามความเป็นจริงข้างต้น จะทำให้เกิดระบบที่เป็นธรรมเพราะการหักรายจ่ายตามจริง ผู้เสียภาษีจะทำหน้าที่แทนกรมสรรพากรในการขอใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษี ทางกรมสรรพากรก็สามารถไปเรียกเก็บภาษีจากผู้รับ จะทำให้มีวัฏจักรที่ครบวงจร ผู้มีรายได้ทุกคนก็จะต้องเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น แทนที่จะส่งเสริมให้ขอใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีเพื่อนำมาชิงโชค การหักค่าใช้จ่ายข้างต้นอาจมีการจำกัดจำนวน (สูงสุด) ไม่เกิน 20% ของเงินได้ คือใครมีเงินได้มากก็ควรหักค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อนได้มาก เพื่อให้สอดคล้องกับความจริง

1.5 กรณีธุรกิจบางประเภทที่อยู่นอกระบบภาษีอาจเสนอให้มีการให้ผู้ซื้อสินค้า บริการ สามารถขอคูปองสลากชิงโชคที่ผู้ประกอบการต้องไปซื้อจากกรมสรรพากร เพื่อแจกให้กับลูกค้าตามจำนวนเงินเพื่อตรวจรางวัล ก็จะทำให้การตรวจสอบรายได้ของผู้ขายอาหารหรือสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งจีนก็ได้นำมาใช้และไทยเองก็อาจจะเหมาะกับวิธีการนี้ เช่น ภาษีรายได้จากการขายอาหารหรือสินค้าบางอย่างแทนที่การกรอกใบกำกับภาษีชิงโชค

1.6 เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของผู้ลงทุน ระยะสั้น

ผมเองก็ได้เคยเสนอให้ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้ของผู้ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ (ซึ่งมีอยู่แค่ 3 แสนคน) โดยให้เรียกเก็บในอัตราต่ำและสามารถหักผลขาดทุนเป็นรายจ่าย โดยให้บริษัทหลักทรัพย์ฯ เป็นผู้ดูแล แต่ยังคงยกเว้นแก่ผู้ถือหุ้นในลักษณะลงทุนระยะยาว เช่น กองทุนรวมหรือการถือหุ้นอย่างน้อย 12 เดือน ผมยังคงยืนยันความเห็นนี้เพราะผมเชื่อว่าเงินส่วนนี้รัฐบาลก็สามารถนำไปชดเชยค่าภาษีส่วนที่ขาด เพราะเท่าที่ดูกันก็จะพบว่า จะมีการซื้อขายหลักทรัพย์กันประมาณวันละ 12 หมื่นล้านบาท ถ้าคิดง่ายๆ ว่า ปีหนึ่งมีการซื้อขายกันประมาณ 200 วัน ก็จะมียอดซื้อขายกันประมาณเดือนละ 4 แสนบาท ถ้าหากเราคิดเฉลี่ยอัตราภาษีในอัตราง่ายๆ 5% รวมทั้งให้หักผลขาดทุนได้ เฉลี่ยแล้วก็จะได้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท หักกลบผลขาดทุนที่ผู้เสียภาษีนำมาหักก็อาจจะมีเงินได้ปีละ 1 หมื่นล้านบาท อย่างสบายๆ ประเด็นเหล่านี้อาจจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น และอาจจะเป็นการลดกระแสความไม่พอใจของคนในสังคมไทยได้ การกำหนดหลักเกณฑ์กำกับทำได้ไม่ยาก โดยรัฐบาลอาจให้บล.ช่วยเก็บและจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับบล.ตามจำนวนภาษีที่เก็บได้เป็น 25% ของภาษี

1.7 เมื่อปรับลดอัตราภาษีแล้ว ก็ควรจะมีการนิรโทษกรรมภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อให้คนที่ประพฤติผิดเข้ามาในระบบภาษีโดยไม่คิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม และมีบทกำหนดโทษอย่างแรงแก่ผู้หนีภาษี  

 

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69