posttoday
ความผิดพลาดของนักลงทุนทั้ง7(1)

ความผิดพลาดของนักลงทุนทั้ง7(1)

27 สิงหาคม 2554

ในเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังเลือดตกยางออกลุ้นไม่ค่อยจะขึ้นแบบนี้

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

ในเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังเลือดตกยางออกลุ้นไม่ค่อยจะขึ้นแบบนี้ น่าจะเป็นเวลาเหมาะที่จะออกมานั่งนิ่งๆ หาหนังสือดีๆ มาอ่าน เพิ่มพูนความรู้ ทำความรู้จักตัวเองให้มากขึ้น และเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง เพื่อรอ “วันฟ้าเปิด”
ว่าแล้วก็ไปหยิบหนังสือ “จิตวิทยาการเล่นหุ้น” ที่วางกองอยู่ข้างที่นอนมานานหลายเดือนแต่ไม่มีเวลาหยิบขึ้นมาอ่านสักที
บรรจง อมรชีวิน ผู้เขียน เชื่อมโยงทฤษฎีจิตวิทยากับการลงทุน และพบว่า นักลงทุนมีรูปแบบและพฤติกรรมที่คล้ายๆ กัน แบ่งออกเป็น 7 แบบ และแต่ละแบบจะมี “ข้อผิดพลาด” ในแบบของตัวเอง ซึ่งเราจะมาดูกันว่า เราเป็นนักลงทุนในกลุ่มไหนและมีหลุมพรางอะไรบ้างที่รออยู่

ความผิดพลาดของนักลงทุนทั้ง7(1)

คนชอบของถูก
มีใครบ้างที่ไม่ชอบของถูก โดยเฉพาะนักลงทุนที่จะต้องมองหา “หุ้นราคาถูก” ที่จะวัดกันด้วย “พีอี” หรือ ราคาต่อกำไรต่อหุ้น ถ้าหุ้นที่มีพีอีต่ำก็เป็นที่หมายปองของนักลงทุน
แล้วคนแบบเราเป็น “คนชอบของถูก” หรือเปล่า คงต้องลองถามตัวเองดูก่อนว่า...
1.ระหว่างที่กำลังเดินทาง (แน่นอนว่าไม่ได้มีเป้าหมายจะไปซื้อของ) แต่เกิดพบป้ายตัวโตๆ ว่า “ลดราคา” เราจะทำอย่างไร
ถ้าตอบว่า ไม่พลาดอยู่แล้ว ต้องแวะลงไปดูสักหน่อยก็ยังดี...นี่ล่ะใช่เลย คนชอบของถูก
2.ระหว่างเสื้อที่ติดป้ายราคา 1,000 บาท แต่ลดราคาเหลือ 500 บาท กับเสื้อราคา 200 บาท ที่ไม่ได้ลดราคา เราจะเลือกซื้อเสื้อตัวไหน
ถ้าตัดสินใจซื้อแบบแรก แปลว่า ชอบต่อราคาให้ถูกลง แต่ถ้าซื้อแบบที่สอง อาจจะชอบของถูก
3.ชอบดูหุ้นที่ราคาเฉลี่ยถูกที่สุดในรอบปีหรือไม่
ถ้าชอบ ก็ใช่เลย
4.ชอบถามเพื่อนๆ หรือเปล่าว่า “ซื้อของชิ้นนี้มาเท่าไร”
ถ้าทำบ่อยๆ ก็ใช่เลย
ถ้าเข้าข่ายว่า เป็นคนชอบของถูก มักจะหวังว่า จะได้กำไรมากๆ จากการซื้อหุ้นราคาถูกๆ แต่การซื้อหุ้นราคาถูกไม่ได้รับประกันว่า จะได้กำไรเสมอไป เพราะบางครั้งของที่ราคาถูกมันอาจจะสะท้อนอยู่แล้วว่า “ราคาสมเหตุสมผล”

ความผิดพลาดของคนชอบของถูก
บรรจง บอกว่า คนที่ชอบของถูกอาจจะไม่ได้ใส่ใจหลักสำคัญทางการตลาดที่ว่า ถ้าบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พีอีก็จะปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะฉะนั้นการเลือกหุ้นควรจะให้ความสำคัญกับ “บริษัทที่ดี” มากกว่า “บริษัทที่ราคาถูก”
นอกจากนี้ เวลาที่ตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น พีอีอาจจะไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะชอบของถูกก็ควรจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอีกนิด เพราะหุ้นที่พีอีสูง ไม่ใช่หุ้นที่ซื้อไม่ได้

คนมองการณ์ไกล
คนที่ประสบความสำเร็จ เป็นนักธุรกิจและนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ก็มักจะเป็นคนที่มองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์ เพราะสามารถประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้
แล้วเราเป็นคนที่มองการณ์ไกลหรือไม่ อย่าเพิ่งด่วนสรุป ลองตอบคำถามเหล่านี้ดูก่อนก็ได้
1.มีลูกหรือยัง
คนที่มีลูกแล้ว มักมีแนวโน้มที่จะคิดถึง “อนาคต” มากกว่าคนที่ยังไม่มีลูก แต่ไม่ได้หมายความว่า คนที่มีลูกจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าคนที่ยังไม่มีลูก
2.ในวัยเด็ก เราเป็นเด็กที่ “สันโดษ” หรือไม่ ไม่มีเพื่อนหรือไม่
เพราะสิ่งที่เราเป็นในวัยเด็ก จะสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมของเราในวันนี้ และหากเราเป็นพวกรักสันโดษ อาจจะทำให้ “โลกแคบ” และเสียเปรียบคนอื่นๆ ในโลกของการลงทุน
3.รู้หรือไม่ว่า เมื่อวานนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดที่เท่าไร
คนที่มองการณ์ไกล จะไม่ให้ความสำคัญกับอดีตเท่ากับการมองไปในอนาคต
4.เป็นคนใจลอยหรือเปล่า
คนที่มองการณ์ไกล จะมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน แต่เวลาที่กำลังคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งอาจจะดูเหมือนกำลังเหม่อลอยและเพ้อฝันอยู่บ้าง
ถ้าเราแน่ใจว่าเป็นคนที่มองการณ์ไกล ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น เพราะมักจะมองหาบริษัทที่มีอนาคตดี ใส่ใจกับการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ

ความผิดพลาดของคนมองการณ์ไกล
ไม่ใช่ว่าการเป็นคนมองการณ์ไกล ที่น่าจะประสบความสำเร็จจะไม่มี “ช่องโหว่” อยู่เลย เพราะนักลงทุนทุกประเภทจะมีข้อด้อยที่นำไปสู่การขาดทุนได้ไม่ต่างกัน
บรรจง บอกว่า คนที่มองการณ์ไกล อาจจะยึดติดอยู่กับ “จุดซื้อ” และ “จุดขาย” มากเกินไป จนทำให้พลาดโอกาสดีๆ ไป ถ้าคิดว่า ราคาหุ้นในเวลานั้นเลยจุดซื้อหรือจุดขายที่เหมาะสมไปแล้ว
นอกจากนี้ คนมองการณ์ไกล จะต้องไม่ลืมที่จะ “กระจายการลงทุน” เพราะแม้ว่า จะเชื่อมั่นว่า บริษัทที่เข้าไปลงทุนเป็นหุ้นที่ดีมีอนาคตแล้วก็ตาม แต่นักลงทุนก็ไม่ควรจะเสี่ยงเกินไป และการลงทุนไม่ควรจะเทเงินหมดหน้าตักไปในครั้งเดียว แต่ควรจะใช้วิธีการทยอยลงทุนจึงจะเหมาะกว่า

คนคิดสวนกระแส
“สวนกระแส” น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีสำหรับตลาดหุ้น ที่ควรจะซื้อเมื่อคนอื่นตกใจเทขาย และควรจะขายเมื่อคนอื่นกำลังโลภไล่ซื้อ และนี่จะเป็นพฤติกรรมของคนคิดสวนกระแส
นิสัยแบบ “สวนกระแส” มักจะปรากฏมาตั้งแต่เด็กๆ และมักจะเป็นประโยชน์ในการลงทุนในตลาดหุ้น แต่เราจะเป็นคนแบบนั้นหรือเปล่า ต้องลองตอบคำถามนี้ดูก่อน
1.มั่นใจเหลือเกินว่า ฝ่ายที่กำลัง “เป็นรอง” ในการแข่งขัน จะสามารถพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะได้ในที่สุด
ถ้าคิดแบบนี้ นี่ล่ะคนคิดสวนกระแส
2.เคยขับรถเข้าไปซื้อของแบบไดรฟ์ทรู แล้วพนักงานบอกให้ไปจ่ายเงินที่ช่องแรก แต่ก็ทำให้เรางงๆ ว่า ตกลงแล้ว “ช่องแรก” ที่พนักงานบอก มันคือช่องไหนกันแน่
คนที่คิดสวนกระแสก็เป็นแบบนี้ คือ คิดมากไป
3.เคยหงุดหงิดกับสภาพถนนที่น่าจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่กลับไม่มีใครสนใจที่จะมาแก้ปัญหา เพื่อป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุเกิดขึ้น
คนที่คิดสวนกระแสมักจะพอใจกับการ “ป้องกัน” ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น มากกว่าที่จะรอมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
4.เรายึดติดอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะทำกำไรสูงๆ หรือไม่
ถ้าเป็นคนคิดสวนกระแส จะไม่ยึดติด
5.เราไม่ใช่ลูกคนแรกใช่ไหม
คนที่เป็นลูกคนที่สอง ที่สาม หรือที่สี่ มักจะมีแนวโน้มที่จะเป็นคนคิดสวนกระแส เพราะเมื่อไม่ใช่เด็กคนแรกของครอบครัวก็มักจะต้องสร้าง “จุดเด่น” ใหม่ๆ ให้กับตัวเอง
คนที่คิดสวนกระแสก็มักจะมองหาหุ้นที่คนอื่นมองว่า เสี่ยงเกินไป
ฉบับหน้าค่อยมาดูความผิดพลาดของคนที่คิดสวนกระแสกันต่อ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน