posttoday
อ้อนธปท.เลิกโขกดอกเบี้ย

อ้อนธปท.เลิกโขกดอกเบี้ย

26 สิงหาคม 2554

เอสเอ็มอีอ่วมหนักแบกต้นทุนไม่ไหว

เอสเอ็มอีอ่วมหนักแบกต้นทุนไม่ไหวชี้ซ้ำเติมส่งออกร่วงเสียเปรียบคู่แข่ง

เอกชนวอนแบงก์ชาติเลิกขยับดอกเบี้ยอีก ห่วงเอสเอ็มอีวิกฤต ต้นทุนพุ่งแบกต่อไม่ไหว

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนต้องการให้การขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุดที่ขยับมาอยู่ในระดับ 3.5% เป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย

หลังจากนี้ควรจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อต้นทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ค่อนข้างมาก เพราะตามปกติเอสเอ็มอีต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าอัตราปกติอยู่แล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่จะได้อัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำกว่า จึงได้รับผลกระทบไม่มากนัก

อ้อนธปท.เลิกโขกดอกเบี้ย

อย่างไรก็ดี เข้าใจว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อในประเทศเป็นหลักมากกว่ามองถึงผลกระทบของเศรษฐกิจโลก จึงตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่สำหรับภาคเอกชนปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลกมีความสำคัญต่อการส่งออกอย่างมาก การขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น และในภาวะที่เศรษฐกิจโลกแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ การส่งออกจะได้รับผลกระทบต่อเนื่องอยู่แล้ว เพราะประเทศคู่ค้ากำลังซื้อลดลง หากผู้ประกอบการไทยมีต้นทุนด้านการเงินที่สูงขึ้น ขีดความสามารถในการแข่งขันก็จะลดลง เพราะหลายประเทศค่อนข้างได้เปรียบด้านต้นทุนเมื่อเปรียบเทียบกับไทย

ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในเพดานเดียวกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนแล้ว ถ้ายิ่งปรับให้สูงกว่านี้เงินจะไหลเข้าประเทศมากขึ้น จะยิ่งส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่ามากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นผลเสียต่อการส่งออกมากขึ้น เพราะราคาสินค้าของไทยจะแพงขึ้นกว่าประเทศอื่นค่อนข้างมาก แม้แต่ประเทศผู้นำเข้าก็ไม่มีกำลังซื้อมาสู้ราคาเช่นกัน

ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องดูแลและควบคุมเงินไหลเข้าควบคู่ไปด้วย รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนของไทยให้สามารถแข่งขันได้ อย่าปล่อยให้เงินแข็งค่าจนเกินไป

“ดอกเบี้ยเงินกู้ในตอนนี้อยู่ที่ระดับ 6-7% ถือว่าอยู่ในระดับที่เอกชนรับได้ แต่สำหรับเอสเอ็มอีต้องเสียดอกเบี้ยมากกว่าปกติ 1-2% จะได้รับผลกระทบมากในด้านต้นทุน ขณะที่ตลาดส่งออกก็หดตัวลงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จึงควรนำประเด็นด้านเศรษฐกิจโลกมาพิจารณาควบคู่ไปกับการดูแลเงินเฟ้อด้วย แต่เชื่อว่าในครั้งหน้าก็คงจะขึ้นอีก 0.25% เพื่อให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงกลับเข้าสู่สมดุล ดังนั้นกลุ่มผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ให้ดี” นายธนิต กล่าว

สำหรับนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศต่อรัฐสภาในภาพรวมเป็นนโยบายที่เอกชนยอมรับได้ หลายนโยบายมีความชัดเจน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งหากดำเนินการได้น่าจะเป็นผลดีต่อประเทศ ส่วนนโยบายรายได้ 300 บาทก็เหมาะสมแล้ว จะทำให้ภาคเอกชนสามารถปรับตัวตามได้ทัน เป็นประโยชน์ด้วยกันกับทุกฝ่าย

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท