
หุ้นไทยพินาศฝรั่งรุมทุบจังหวะซื้อ LTF
นักลงทุนต่างชาติรุมเทกระจาดหุ้นไทยหนักกว่าเอเชีย
นักลงทุนต่างชาติรุมเทกระจาดหุ้นไทยหนักกว่าเอเชีย
ถูกซ้ำเติมจากโบรกเกอร์ต่างชาติที่แห่ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยหั่นเป้าดัชนีหุ้นปีนี้เหลือเพียง 1,100 จุด และลดราคาหุ้นเป้าหมายของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่ง ส่งผลให้วันที่ 25 ส.ค. ดัชนีปิดที่จุดต่ำสุดของวัน ที่ 10.25 จุด ติดลบ 21.43 จุด คิดเป็น 2.05% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 33,254 ล้านบาท ด้านนักลงต่างชาติขายสุทธิ 2,039 ล้านบาท แต่สถาบันซื้อสุทธิ 2,078 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีแอลเอสเอ ออกบทวิเคราะห์ว่า ได้ปรับเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ลงจาก 1,200 จุด เหลือ 1,100 จุด เนื่องจากหุ้นไทยเดือน ก.ค.ปรับตัวขึ้นแรงกว่าอาเซียน 20% และมีโอกาสถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง
สำหรับหุ้นที่มีความเสี่ยงราคาลดลงคือ บริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) และบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC)
อย่างไรก็ตาม ยังแนะนำให้ลงทุนในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่และหุ้นเกี่ยวข้องกับการบริโภค เช่น ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัท บีอีซีเวิลด์ (BEC) บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) และบริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS)
ด้าน บล.ภัทร ระบุว่า ให้ระมัดระวังการลงทุนระยะสั้น เพราะมีความกังวลกับนโยบายการเมืองและราคาหุ้นไทยที่แพงเมื่อเทียบกับหุ้นภูมิภาคเอเชีย โดยหุ้นไทยแพงกว่าภูมิภาค 13% และซื้อขายสูงกว่าในอดีต 25%
บล.เมอร์ริล ลินช์ ได้ลดราคาเป้าหมายหุ้นบริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO) ลงจาก 28 บาท เหลือ 24.7 บาท หลังลดประมาณการกำไรปี 2554-2555 ลง 19% และ 18% ตามลำดับ
ส่วนซีแอลเอสเอ ยังคงแนะนำซื้อหุ้นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) แต่ลดราคาหุ้นลงจาก 240 บาท เหลือ 195 บาท ขณะเดียวกัน แนะนำให้ขายหุ้นธนาคารกรุงไทย (KTB) และบริษัท ทุนธนชาต (TCAP) เพราะราคาสูงที่สุดในเอเชีย
บล.เครดิตสวิส คงน้ำหนักมากกว่าตลาดสำหรับหุ้นบริษัท การบินไทย (THAI) เพราะแนวโน้มผลดำเนินงานผ่านจุดย่ำแย่ที่สุดมาแล้ว โอกาสจะเทิร์นอะราวด์ ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นและราคาลดลง แต่ลดราคาหุ้นจาก 40.50 บาท เหลือ 39.10 บาท และคงราคาเป้าหมายหุ้น ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ที่ 49 บาท
แหล่งข่าวกองทุนรวมขนาดใหญ่เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนเข้ามาซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) อย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนเมื่อดัชนีปรับตัวลดลง ขณะที่ผู้จัดการกองทุนจะทยอยซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นมากกว่าตัวอื่น และไม่ได้ซื้อทีเดียว แต่ทยอยซื้อเมื่อหุ้นลดลงต่อเนื่อง
นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย กล่าวว่า กองทุนได้ทยอยเข้าซื้อหุ้นหลังจากได้ขายหุ้นทำกำไรบางส่วน จึงมีเงินสดเหลือกองทุนละประมาณ 7-10% ส่วนแรงขายต่างชาติในช่วงนี้อาจเป็นเพราะตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงแล้ว จึงโยกเงินไปซื้อหุ้นในตลาดที่ราคาถูกกว่า
ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1-25 ส.ค. 2554 พบว่า หุ้นที่ปรับตัวลดลงส่วนใหญ่เป็นหุ้นใน SET50 และเป็นหุ้นที่ลดลงแรงกว่าดัชนีถึง 22 บริษัท โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่เป็นเป้าหมายลำดับแรกที่ต่างชาติขายทำกำไร อาทิ BANPU บริษัท ปตท. (PTT) PTTCH และบริษัท ไทยออยล์ (TOP) เป็นต้น
ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคาร แม้จะลงแรงกว่าดัชนีแต่ปรับตัวลดลงน้อยกว่ากลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เพราะเป็นหุ้นที่พึ่งพิงการบริโภคภายในประเทศจึงได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกน้อยกว่า เช่น BBL, KBANK ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ KTB เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีหุ้นที่ลดลงจากปัจจัยเฉพาะตัว ทั้งการเพิ่มทุนและผลประกอบการไม่ดี เช่น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA), THAI และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เป็นต้น
นายสิทธิพร เจนในเมือง ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า การเลือกลงทุนหุ้นที่ปรับตัวลดลงแรงควรพิจารณาว่าหุ้นดังกล่าวมีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอหรือไม่ และหากราคาหุ้นลดลงมากๆ จะทำให้อัตราตอบแทนเงินปันผลเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด รวมทั้งต้องพิจารณาสัญญาณทางเทคนิคด้วยว่าในระยะสั้นราคามีโอกาสปรับลดลงอีกหรือไม่ และแรงขายจะเบาบางในช่วงใด
มาร์เก็ตติงกล่าวว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงแรงผิดปกติ โดยเฉพาะวันที่ 25 ส.ค. นักลงทุนต่างชาติขายไม่ถึง 3,000 ล้านบาท แต่ดัชนีทรุดลงแรงกว่า 2% ท่ามกลางแรงช้อนของสถาบันในประเทศ







