
ซีพี-เมจิสุดอั้นขอขึ้นราคานม
วาดแผน5ปีทุ่มงบ2,000ล้าน
วาดแผน5ปีทุ่มงบ2,000ล้านเร่งขยายตลาดนอกรอท่าเออีซี
ซีพี-เมจิ เล็งยื่นขอปรับขึ้นราคานมพาสเจอไรซ์ กางแผน 5 ปีทุ่ม 2,000 ล้านเพิ่มกำลังการผลิตเท่าตัวบุกตลาดอาเซียน
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ ผู้ผลิตและทำตลาดนมพาสเจอไรซ์พร้อมดื่ม “เมจิ” และ “เมจิ ไพเกน” เปิดเผยว่า บริษัทจะขอปรับขึ้นราคานมพร้อมดื่มซีพีเมจิ ขนาดบรรจุ 200 ซีซี จากราคา 12.25 บาท เป็น 12.50 บาท โดยจะยื่นไปยังกรมการค้าภายใน (คน.) ในเดือน ก.ย.นี้ จากปัจจุบันจำหน่ายในราคา ที่ 12.25 บาท ซึ่งเป็นอัตราการคำนวนตามสูตรของคน.ที่ค่อนข้างยุ่งยากในการจัดการระบบทางการค้าระหว่างเจ้าของผลิตภัณฑ์ ร้านค้าที่จำหน่าย และผู้บริโภค
ขณะที่แผนธุรกิจบริษัทภายใน 5 ปีนับจากนี้ จะใช้งบลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตนมพร้อมดื่มพาสเจอไรซ์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จากปัจจุบันใช้ปริมาณน้ำนมดิบอยู่ที่ 220 ตันต่อวัน ทั้งนี้เพื่อขยายการทำตลาดในภูมิภาคอาเซียนรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 อาทิ ในฮ่องกง และมาเลเซีย รวมถึงเวียดนาม
ปัจจุบันบริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์นมซีพี-เมจิ ไปยังประเทศสิงคโปร์ และมียอดขายเป็นอันดับ 1 จากอัตราการบริโภคนมของคนสิงคโปร์อยู่ที่ 40-50 ลิตรต่อคนต่อปี และเป็นตลาดที่มีอัตราเติบโตสูงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับญี่ปุ่นมีอัตราบริโภคนมอยู่ที่ 60 ลิตรต่อคนต่อปี ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 14 ลิตรต่อคนต่อปี
สำหรับในปีนี้บริษัทเตรียมงบทำตลาดไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ล่าสุดเปิดตัวแคมเปญ “นมสดเมจิ อร่อยเข้มข้น นมเต็มๆ” เพื่อขยายฐานกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นและวัยทำงานมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ขยายธุรกิจใหม่ ภายใต้แนวคิด “มิลก์ เบอร์รี” ให้บริการเครื่องดื่มและไอศกรีมภายใต้สูตรต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นจากผลิตภัณฑ์นมสดเมจิโดยเฉพาะ ในรูปแบบจุดจำหน่าย หรือคีออสก์ โดยจะเริ่มเปิดให้บริการ มิลก์เบอร์รีสาขาแรกที่อาคารซีพี ทาวเวอร์ 3 ในเดือน ต.ค.นี้ และสาขา 2 ที่ฟอร์จูน ทาวเวอร์ ก่อนทยอยเปิดให้บริการในทำเลอื่นๆ ต่อไป
“เบื้องต้นใช้งบลงทุนต่อจุดราว 1.2 ล้านบาท และในอนาคตอาจมีแผนพิจารณาพัฒนาไปสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ในอนาคต” นายประสิทธิ์ กล่าว
ปัจจุบันตลาดนมพร้อมดื่มโดยรวมทุกประเภทมีมูลค่ากว่า 2–3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ตลาดนมพาสเจอไรซ์มีมูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท เติบโต 8-9% ต่อปี ซึ่งเติบโตกว่าตลาดนมพร้อมดื่มยูเอชที ที่เติบโตช้าลงต่อเนื่องหรืออยู่ที่ 2-3% ต่อปี
ในส่วนของแบรนด์ ซีพี-เมจิ ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งกว่า 50% ในกลุ่มนมพาสเจอไรซ์ และมียอดขายจากตลาดต่างประเทศสัดส่วน 20% ภายในประเทศ 80%
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ยอดขายจากตลาดต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 25-30% และส่งผลให้ยอดขายของบริษัทโดยรวมเติบโตแบบเท่าตัว หรือเพิ่มเป็นกว่า 8,000 ล้านบาท จากสิ้นปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวมที่ 4,100 ล้านบาท เติบโต 15% จากปีก่อนมีรายได้ราว 2,700 ล้านบาท







