
คลังงัดมาตรการช่วยภัยน้ำท่วม
คลัง ขนสารพัดมาตรการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประสบอุทกภัย
คลัง ขนสารพัดมาตรการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประสบอุทกภัย
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษบกิจการคลัง หรือ สศค. เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติทั้งด้านการเงิน การให้ความช่วยเหลือของกรมบัญชีกลาง และกรมสรรพากร ดังนี้คือ มาตรการด้านการเงิน ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส. ) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ( ธอส. ) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ( ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ IBank ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ( เอ็กซิมแบงก์ )บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ( บสย. ) และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ( บตท. ) รวมทั้งธนาคารกรุงไทย
ทั้งนี้แบ่งเป็นกรณีที่ลูกค้าเสียชีวิตจากอุทกภัยจะจำหน่ายลูกหนี้ออกจากบัญชีเป็นหนี้สูญ โดย ธ.ก.ส. รับภาระเอง และกรณีลูกค้าประสบภัยอย่างร้ายแรงและไม่เสียชีวิตจะขยายเวลาการชำระหนี้เงินกู้เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปีบัญชี 2554-2556 และงดคิดดอกเบี้ยเงินกู้เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปีบัญชี 2554-2556 อีกทั้งการให้ความช่วยเหลือด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูอาชีพกรณีที่ยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้
รวมถึงการให้เงินกู้ใหม่เพื่อฟื้นฟูการประกอบอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต รายละไม่เกิน 1 แสนบาท โดย ธ.ก.ส. จะลดดอกเบี้ยเงินกู้จากอัตราปกติที่ ธ.ก.ส. เรียกเก็บจากลูกค้าลง 3% ต่อปี เป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี ตลอดจนลดหย่อนหลักประกันการกู้เงินจากหลักเกณฑ์ปกติ
"สำหรับเกษตรกรที่ยังมิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน แต่มีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนเพื่อฟื้นฟูการผลิต ธ.ก.ส. จะพิจารณาให้เงินกู้แก่เกษตรกรดังกล่าวไปก่อน เพื่อให้เกษตรกรสามารถฟื้นฟูการผลิตของตนเองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ " นายนริศ
นายนริศ กล่าวอีกว่า ในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจอีก 7 แห่ง และธนาคารกรุงไทย ได้กำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือนร้อนแก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ดังนี้คือ การผ่อนปรนให้แก่ลูกหนี้เดิม ให้การพักชำระหนี้ ปรับลดเงินงวด และ/หรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ และลดดอกเบี้ย , การให้กู้ใหม่แก่ลูกค้าเดิมและประชาชนทั่วไป เพื่อฟื้นฟูอาชีพ ซ่อมแซมบ้าน/อาคารที่ได้รับความเสียหาย ปลูกสร้างอาคารแทนอาคารเดิม โดยลดหย่อนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ และลดหย่อยเกณฑ์การพิจารณา
สำหรับธนาคารออมสินกำหนดให้ลูกค้าที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือติดต่อสาขาภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่เกิดอุทกภัยหรือวาตภัย ส่วน ธอส. กำหนดระยะเวลาการยื่นคำขอกู้และขอรับความช่วยเหลือตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. – 31 ธ.ค. 2554 เอสเอ็มอีแบงก์ กำหนดให้ยื่นคำขอภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2554และธนาคารกรุงไทยกำหนดให้ยื่นคำขอภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2554
ด้านการเร่งรัดการเบิกจ่ายและขยายวงเงินทดรองราชการเพื่อบรรเทาสาธารณภัย โดยกรมบัญชีกลางได้อนุมัติเงินทดรองราชการแล้วทั้งสิ้นกว่า 346ล้านบาท และได้ขยายวงเงินทดรองราชการแล้วในจังหวัดต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เช่นจังหวัดสุโขทัย และจังหวัดแพร่ 200 ล้านบาท รวมเป็น 250 ล้านบาท จังหวัดอุตรดิตถ์ 150 ล้านบาท รวมเป็น 200 ล้านบาท จังหวัดตาก 50 ล้านบาท รวมเป็น 100 ล้านบาท
ขณะที่มาตรการด้านภาษี ผู้ประสบภัยจะได้รับยกเว้นภาษีในส่วนเงินได้สำหรับเงินชดเชยที่ได้รับจากภาครัฐ และเงินได้จากค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากการประกันภัย รวมทั้ง การขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีสรรพากรให้กับบางพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยรุนแรงตามความจำเป็นและสมควร และในส่วนของผู้บริจาคเงินช่วยเหลือ จะสามารถนำเงินบริจาคมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้







