
แพรนด้างัดวิธีสู้วิกฤตปีหน้าโต
ค้าปลีก-ขายเอเชียแทนสหรัฐจ่อเพิ่มผลิตอินโดฯหนีต้นทุนไทย
ค้าปลีก-ขายเอเชียแทนสหรัฐจ่อเพิ่มผลิตอินโดฯหนีต้นทุนไทย
PRANDA ปรับกลยุทธ์ มั่นใจปีหน้ารายได้เกิน 4,000 ล้านบาท ปีนี้โตไม่ไหวขอแค่เท่าปีก่อน เล็งย้ายผลิตไปอินโดฯ เวียดนาม หนีค่าจ้างไทยสูง
นางสุนันทา เตียสุวรรณ์ ประธานคณะกรรมการกลุ่มบริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ (PRANDA) เปิดเผยว่า แนวโน้มในปี 2555 จะมีรายได้รวมดีกว่าปีนี้ที่ทำได้จำนวน 4,000 ล้านบาท เท่ากับปีก่อน ซึ่งไม่คงถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะเติบโตจากปีก่อน 8%
ประธานคณะกรรมการกลุ่มบริษัท PRANDA กล่าวว่า บริษัทได้ปรับตัวรุกธุรกิจค้าปลีกเปิดร้านจำหน่ายจิวเวลรีมากขึ้นในกลุ่มประเทศเอเชีย เพราะไม่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจเหมือนสหรัฐและยุโรป โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย จีน และเวียดนาม ซึ่งตั้งเป้าว่าภายใน 3-5 ปี จะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจค้าปลีกเป็น 35% จากปัจจุบัน 20-25%
“บริษัทเน้นธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น เพราะมีอัตรากำไรขั้นต้นหรือมาร์จินมากกว่าการขายส่ง และจะเป็นตัวที่สร้างกำไรได้ในระยะยาว ในขณะเดียวกันบริษัทก็จะเพิ่มการสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเองมากขึ้น จากปัจจุบันมีทั้งหมด 12 แบรนด์” นางสุนันทา กล่าว
สำหรับอนาคตหากไทยประสบปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทอาจเปลี่ยนไปผลิตในอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการผลิตของบริษัทในปัจจุบันอยู่แล้ว เพราะมีค่าจ้างที่ถูกกว่าไทยและจีน ขณะที่การผลิตในไทยเองจะมีการพัฒนาสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้สามารถเรียกราคากับลูกค้าได้เพิ่ม และที่ผ่านมาบริษัทนำเทคโนโลยีมาช่วยในการผลิตเพิ่ม ซึ่งปีนี้ใช้งบลงทุนทั้งหมด 180 ล้านบาท แบ่งเป็นซื้อเครื่องจักรใหม่ 80 ล้านบาท และอีก 100 ล้านบาท นำไปใช้ขยายงานที่จีนกับอินเดีย
ด้านผลดำเนินงานครึ่งหลังปีนี้ คาดว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรกที่รายได้ลดลง 5% จากช่วงเดียวกัน เพราะเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามา โดยเฉพาะจากสหรัฐยกเว้นยุโรป และคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้จะอยู่ที่ 30-31% ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่ 33% แต่ถือเป็นการลดลงน้อยมาก เนื่องจากบริษัทยอมนำสต๊อกสินค้าเก่าออกมาขาย
นางสุนันทา กล่าวว่า ครึ่งปีแรกราคาทองมีความผันผวนสูงและราคาเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 30% และราคาโลหะเงินเพิ่ม 100% แต่บริษัทสามารถผลักต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้กับลูกค้าได้ เพียงแต่ในระยะสั้นทำไม่ได้ทันที แต่ที่ผ่านมาทุกครั้งที่ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น 10% บริษัทจะมีการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 1 ครั้ง
สำหรับนโยบายค่าจ้าง 300 บาท แทบจะไม่มีผลกระทบกับบริษัท เนื่องจากพนักงานกว่า 5,000 คน ส่วนใหญ่รับค่าจ้างที่สูงกว่า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีฝีมือเฉพาะด้าน ซึ่งมีเพียง 300-400 คนเท่านั้น ที่เป็นพนักงานกำลังฝึกฝีมือ แต่บริษัทคงต้องพิจารณาก่อนว่าจะมีการปรับค่าจ้างขึ้นหรือไม่
ที่ผ่านมาบริษัทปฏิบัติมาตามปกติ หากสินค้าราคาแพงขึ้นหรือเงินเฟ้อพุ่งเกิน 5% บริษัทจะช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพกับพนักงานเป็นประจำ เช่น มีคูปองซื้อของในโรงงานราคาถูก เลี้ยงข้าว ซึ่งปัจจุบันต้นทุนแรงงานคิดเป็น 10% ของต้นทุนการขาย
ด้านผลดำเนินงานรวม 6 เดือนแรกปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 186 ล้านบาท พุ่งขึ้น 158% เทียบกับกำไรสุทธิ 72 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันปีก่อน







