
มรสุมศก.ที่ไทยต้องเผชิญ
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังมีแรงส่งให้ก้าวไปข้างหน้าได้ต่อเนื่อง
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังมีแรงส่งให้ก้าวไปข้างหน้าได้ต่อเนื่อง
จากช่วงครึ่งปีแรกซึ่งทางแบงก์ชาติคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4.1% ในปีนี้ และ 4.2% ในปีหน้า ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตใกล้ระดับที่เต็มศักยภาพแล้ว เราจึงเห็นตลาดแรงงานที่ตึงตัวและมีแรงกดดันต่อต้นทุนและราคาอย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายที่อยู่รอบด้าน โดยมีความท้าทาย 4 ด้านด้วยกัน
หนึ่ง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศ G3 ที่คาดว่าจะยังชะลอตัวต่อไปเป็นเวลานาน เนื่องจากมีปัญหาโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาปรับตัว โดยเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่นโยบายการเงินนั้นเรียกได้ว่าหมดกระสุน เพราะลดดอกเบี้ยไม่ได้อีกแล้ว
ส่วนกระสุนทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็มีจำกัดตามแผนลดการใช้จ่ายของภาครัฐ หลังการขยับเพดานหนี้ให้สูงขึ้น และการที่พันธบัตรระยะยาวของสหรัฐถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือยังเป็นปัจจัยลบต่อความเชื่อมั่นและการฟื้นตัวในระยะต่อไป
ด้านกลุ่มประเทศยูโรยังคงมีปัญหาหนี้สาธารณะในหลายประเทศที่รอการสะสาง และไม่สามารถทำได้ง่าย
ญี่ปุ่นแม้ฟื้นตัวจากภัยพิบัติในช่วงครึ่งปีแรกชัดเจนและมีการเร่งฟื้นฟูประเทศ แต่ภาครัฐก็มีกระสุนทางการ คลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีหนี้สาธารณะสูง
การชะลอตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ G3 โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป จะส่งผลกระทบให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวมชะลอตัวลงได้ และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังเอเชียรวมถึงไทย เนื่องจากกลุ่ม G3 เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
สอง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง สาเหตุสำคัญคือ
(1) ด้านอุปสงค์หรือความต้องการใช้สอยภายในประเทศยังขยายตัวต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก
(2) ด้านอุปทานหรือต้นทุนการผลิต แม้จะมีแนวโน้มแผ่วลงบ้างจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศหลักอย่างสหรัฐและยุโรป แต่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก
(3) ด้านการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะขยายตัวต่อไปได้ ทำให้ประชาชนยังคาดการณ์ว่าราคาสินค้าและบริการจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต รวมถึงการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นจากแผนการใช้จ่ายของภาครัฐ นโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
ประกอบกับเงินเฟ้อเร่งตัวชัดเจน นโยบายการเงินจึงจำเป็นต้องมีบทบาทช่วยชะลอไม่ให้เศรษฐกิจขยายตัวร้อนแรงเกินไป โดยที่ผ่านมาได้ปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายเพื่อให้ดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับเข้าสู่ระดับปกติ หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษมานานเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์การเงินโลก
อย่างไรก็ดี แม้จะได้ขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัว ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบอยู่ 0.65% ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย การปล่อยให้ดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานย่อมไม่เป็นผลดี อาจนำไปสู่ความไม่สมดุล เช่น การออมเงินของประชาชนลดลง การใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้นจนเกินตัว และเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาฯ
การดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป นอกจากจะต้องประเมินความเสี่ยงของเงินเฟ้อแล้ว ยังจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยด้วย เพื่อให้นโยบายการเงินสอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจ แต่หากนโยบายการเงินสามารถควบคุมแรงกดดันและการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ ก็จะช่วยรักษาต้นทุนของภาคธุรกิจให้อยู่ในระดับต่ำได้
ภาคธุรกิจจึงควรเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะยาวด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อลดต้นทุนของธุรกิจ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ การสร้างจุดแข็งของสินค้าและบริการของธุรกิจเพื่อเน้นการแข่งขันเชิงคุณภาพมากกว่าราคา
สาม แนวโน้มของเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาทที่ยังคงมีความผันผวน เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจของกลุ่ม G3 ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลักษณะเช่นนี้จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายจะไหลเข้ามายังภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้น และส่งผลให้เงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แต่อาจผันผวนได้ทั้งสองทิศทาง
สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นในวันนี้ คือ แนวโน้มนี้เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายแก่ภาคธุรกิจในด้านโอกาส ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะเอื้อต่อการนำเข้าเพื่อการบริโภคและลงทุน โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทุนหรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้ถูกลง รวมถึงยังสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยที่ต้องการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศด้วย
ที่ผ่านมาแบงก์ชาติได้เข้าไปดูแลค่าเงินบาทไม่ให้เคลื่อนไหวรุนแรง จนเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการปรับตัวของภาคธุรกิจ แต่เราคงฝืนแนวโน้มของตลาดไม่ได้ ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องดูแลความเสี่ยงเองด้วย เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน
ผมเห็นว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะต่อธุรกิจขนาดเล็กซึ่งผลประกอบการมีความอ่อนไหวต่อค่าเงินได้มากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่
แบงก์ชาติมีแนวนโยบายเกี่ยวกับการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะยาว เพื่อเพิ่มความสมดุลของเงินทุนระหว่างขาเข้าและขาออก โดยจัดทำแผนแม่บทการเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะมีการประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วนภายในสิ้นปีนี้
สุดท้าย มาจากแนวนโยบายการคลังในระยะต่อไปของรัฐบาลใหม่ ที่มีแนวโน้มใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจุบันเศรษฐกิจขยายตัวดีใกล้เต็มศักยภาพการผลิตและมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออยู่แล้ว ทำให้ความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง และการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศอาจนำไปสู่เงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้
หากเปรียบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเหมือนกับการขับรถยนต์ ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐได้เหยียบคันเร่งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจนพ้นจากวิกฤตมาระยะหนึ่งแล้ว การเร่งเครื่องยนต์ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปอาจทำให้เครื่องร้อนและพังเสียหายได้
ขณะนี้ภาครัฐจึงควรผ่อนคันเร่งลงบ้างเพื่อถนอมเครื่องยนต์ และประคองให้รถยนต์วิ่งอยู่ในเส้นทางได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย และจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ หรือลงทุนซื้อเครื่องยนต์ใหม่มาเสริมให้มีสมรรถนะดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ควรเร่งรัดการปฏิรูปโครงสร้างทางการคลังให้สมดุลระหว่างรายได้และรายจ่าย เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวด้วย







