
หวั่นเปิดเออีซีทำปาล์มไทยวิกฤต
เปิดเออีซีทำอุตสหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ไร้อนาคตในตลาดอาเซียนและตลาดโลก
เปิดเออีซี ทำอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ไร้อนาคตในตลาดอาเซียนและตลาดโลก
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม สู้หรือเลิกในตลาดอาเซียน” ว่า จากการศึกษาตำแหน่งการตลาดและศักยภาพของน้ำมันปาล์มไทยในตลาดอาเซียนและตลาดโลก ไทยไม่มีศักยภาพในตลาดใดเลย โดยไทยมีส่วนแบ่งตลาดในอาเซียนเพียง 2.2% และตลาดโลก 0.4% ขณะที่อินโดนีเซีย ครองส่วนแบ่งตลาดโลก 46.9% และอาเซียน 63.1% รองลงมาเป็นมาเลเซียมีส่วนแบ่งตลาดโลก 43.3% และอาเซียน 34.7%
หากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 อุตสาหกรรมปาล์มไทยจะประสบปัญหาทันทีหลังการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) เนื่องจากการไหลเข้าของปาล์มน้ำมันราคาถูกจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย จากการลดภาษีนำเข้าปาล์มน้ำมัน ทำให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมปาล์มในประเทศประสบปัญหา และกลายเป็นการพึ่งพาการนำเข้าแทนการผลิตในประเทศ
ทั้งนี้ เป็นผลจากต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมันของไทยอยู่ในระดับที่สูงมาก ไม่สามารถแข่งขันได้ โดยในปี 2554 คาดการณ์ว่าต้นทุนการผลิตของไทยจะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 9,895 บาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่อยู่ที่ 6,866 บาทต่อไร่ ขณะที่ต้นทุนการผลิตของมาเลเซียในปี 2554 อยู่ที่ระดับ 2,560 บาทต่อไร่เท่านั้น ทำให้ต้นทุนของไทยสูงกว่าต้นทุนของมาเลเซีย 25.87% หรือสูงกว่า 4 เท่า
ส่งผลต่อราคาผลปาล์มและน้ำมันดิบของไทย โดยในปี 2554 ราคาผลปาล์มน้ำมันของไทยมีราคา 5.82 บาทต่อกิโลกรัม น้ำมันปาล์มดิบ 41.16 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบของมาเลเซียที่ซื้อขายกันอยู่ที่ 34.49 บาทต่อกิโลกรัม หรือสูงกว่า 6.67 บาทตอกิโลกรัม ซึ่งตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ช่องว่างระหว่างราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทยและมาเลเซียก็เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่สัดส่วนผู้ปลูกปาล์มของไทย 75% เป็นเกษตรกรรายย่อย ที่มีพื้นที่เพาะปลูกเฉลี่ย 25 ไร่ต่อราย ทำให้ขาดอำนาจในการต่อรอง ส่วนมาเลเซียและอินโดนีเซีย มีสัดส่วนเกษตรกรรายย่อย 13.9% และ 42% มีพื้นที่ปลูกเฉลี่ย 250 ไร่ต่อราย
“ถ้าไทยไม่เร่งปรับปรุงโครงสร้างการผลิตปาล์มน้ำมันทั้งระบบ เมื่อเปิดเออีซีอุตสาหกรรมปาล์มจะไม่สามารถแข่งขันได้ ต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ เพราะราคาถูกกว่าในประเทศ เกิดความเสียหายต่อเกษตรกร และจะเกิดความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร”นายอัทธ์ กล่าว
นายอัทธ์ กล่าวว่า ปาล์มน้ำมันเป็นอีกพืชเศรษฐกิจหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาหลังเปิดเออีซี ต่อจากข้าวและกาแฟ หากจะให้อยู่รอด รัฐบาลใหม่ต้องตั้งสถาบันนโยบายและพัฒนาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งชาติ(สนป.) เป็นองค์กรมหาชน แทนคณะกรรมการน้ำมันปาล์มแห่งชาติ (กนป.) เพื่อให้ปลอดจากการเมือง โดยทำหน้าที่ออกกฎหมายการพัฒนาปาล์มน้ำมันของชาติ กำหนดแผนปฏิรูป บริหารจัดการ พัฒนาการผลิต และเป้าหมายการผลิต เพื่อให้เกิดการใช้น้ำมันที่เป็นระบบ โดยระยะสั้นต้องมุ่งเรื่องลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่แทนการขยายพื้นที่ปลูก
ทั้งนี้ จากการศึกษาหากไม่สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ ก็ต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์ม โดยต้องเพิ่มปีละ 5 แสนไร่จากปัจจุบัน 3.9 ล้านไร่ จึงจะมีน้ำมันปาล์มเพียงพอต่อการใช้ในอุตสาหกรรม การบริโภค และพลังงานทดแทน ปีละ 2-3 ล้านตัน ซึ่งเป็นไปได้ยาก โดยโอกาสที่จะเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน่าจะไม่เกินปีละ 2 - 2.5 แสนไร่ ทำให้ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันปาล์ม ตั้งแต่ปี 2555 ตั้งแต่ 6 หมื่นตัน และเพิ่มเป็น 2.7 แสนตัน ในปี 2560







