posttoday
ขอบเหวของความหายนะThe Edge of Chaos

ขอบเหวของความหายนะThe Edge of Chaos

23 สิงหาคม 2554

มีคนเคยบอกผมว่าเมียหลวงนั้นสามารถยอมรับได้ทุกอย่างยกเว้นแต่ความจริง

มีคนเคยบอกผมว่าเมียหลวงนั้นสามารถยอมรับได้ทุกอย่างยกเว้นแต่ความจริง

โดย..ธีระ ภู่ตระกูล 

ซึ่งผมค่อนข้างเห็นด้วยเพราะความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย แต่คนที่พูดความจริงมักจะตายเสมอ ซึ่งทำให้ผมนั่งคิดว่าผู้บริหารธนาคารกลางและนักการเมืองในประเทศที่พัฒนาแล้วอาจจะยึดหลักการเดียวกันก็ได้ ความจริงคือสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและประเทศเล็กๆ ในยุโรปล้วนแต่ล้มละลายแล้วทั้งนั้นแต่ไม่มีใครจะยอมรับความเป็นจริงดังกล่าวเลย ลองดูสหรัฐเป็นตัวอย่าง ตามการคำนวณของสถาบันจัดอันดับเครดิต S&P หนี้สาธารณะรวมของสหรัฐซึ่งรวมถึงหนี้ท้องถิ่นของมลรัฐและของรัฐบาลกลางมีมูลค่าถึง 11,000 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้และจะเพิ่มขึ้นเป็น 14,000 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2015 และเป็น 21,000 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2021 ลองมองตัวเลขในอีกรูปแบบคือ สถาบันการวิจัยเศรษฐกิจ (Bureau of Economic Analysis) ของรัฐบาลสหรัฐระบุว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรายปี (GDP) ของไตรมาสที่สองของปี 2011 อยู่ที่ 15,000 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เราไม่เพียงแต่ต้องเผชิญวิกฤตทางการเงินและการธนาคารเท่านั้น แต่เราต้องเผชิญวิกฤตทางการเงิน ทางธนาคารและหนี้สาธารณะ พูดอีกนัยคือรัฐบาลอาจต้องล้มละลาย

เมื่อตลาดเงินกำลังจะเผชิญกับความวุ่นวาย ผู้กำหนดนโยบายรอบโลกอาจถูกบังคับให้ร่วมมือกันอีกครั้งในการแก้วิกฤตเหมือนกับที่เคยทำสำเร็จในช่วงปี พ.ศ. 2551 แต่ครั้งนี้พวกเขาจะมีทางเลือกที่น้อยลง ธนาคารกลางจะมีช่องว่างในการขยายนโยบายการเงินที่แคบลงกว่าเมื่อสามปีที่แล้ว รัฐบาลที่มีงบประมาณจำกัดจะไม่สามารถเพิ่มตัวกระตุ้นรายจ่ายได้มากนัก ปัญหาทางการเมืองในบางประเทศจะทำให้การกำหนดนโยบายรอบโลกโดยรวมยากขึ้น นอกจากนี้การลดดอกเบี้ยอย่างพร้อมเพรียงกันคงจะทำได้ยากในอนาคตอันใกล้เพราะธนาคารกลางบางแห่ง เช่น ธนาคารกลางของสหรัฐก็เหลือช่องว่างในการลดดอกเบี้ยที่น้อยมากแล้วและธนาคารกลางต่างๆ ก็อยู่ในวงจรนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน รัฐบาลกลางยุโรปเพิ่งเริ่มรัดเข็มขัดเมื่อต้นปีนี้ในเวลาเดียวกับที่ตลาดกำลังพัฒนา ส่วนมากอยู่ในระหว่างการเพิ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อ

เศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางอังกฤษต้องพิมพ์เงินมากขึ้นโดยผ่านนโยบาย Quantitative Easing (QE) แต่ในแง่ของการเมืองก็ทำได้ยาก เพราะ QE1 และ QE2 ไม่ประสบความสำเร็จในการผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในความเห็นของผม ผมมองว่าเจ็บตัวตอนนี้ดีกว่า โดยการทำสิ่งที่ถูกต้องในการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับที่ไม่สามารถจะประคองต่อได้ รัฐบาลสามารถผิดนัดชำระหนี้ได้สองวิธี ในกรณีแรกพวกเขาสามารถเลือกการงดจ่ายดอกเบี้ยและเริ่มปรับโครงสร้างหนี้เหมือนในอาร์เจนตินาหรือในกรณีที่สองพวกเขายัง จ่ายดอกเบี้ยต่อไปและในที่สุดจ่ายคืนเงินต้นในสกุลเงินที่ไร้ค่า

ขณะนี้นักลงทุนกำลังเผชิญหน้ากับทางสามแพร่งที่ยากลำบาก ในเงาของวิกฤตทางการเงินและความกังวลของความไม่แน่นอนในอนาคต พวกเราจะต้องเลือกว่าจะลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเดินทางสู่เป้าหมายทางการเงินที่ได้วางไว้ หรือขายทุกอย่างออกไปก่อนแล้วยืนรอดูอยู่รอบข้างเวที จริงอยู่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโดยการฝากเงินไว้กับธนาคารจะเป็นการลดความเสี่ยงของเงินต้นของคุณ แต่การทำเช่นนี้ก็เหมือนคุณกำลังแลกความเสี่ยงจากสิ่งหนึ่งไปอีกสิ่งหนึ่ง ความเสี่ยงในกรณีแรกคือการสูญเสียอำนาจในการซื้อ (Purchasing Power) ความเสี่ยงในกรณีที่สองคือความเสี่ยงจากความไม่เพียงพอ (Shortfall Risk) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่คุณจะมีทรัพยากรทางการเงินไม่พอสำหรับความต้องการในอนาคตซึ่งรวมถึงการเกษียณ

ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์จากการตกต่ำของตลาดหุ้นสอนเราว่าจะต้องมีการทำกำไรให้สูงขึ้นสองเท่าตัวเพื่อมาลบล้างการขาดทุนที่สูง เช่นกัน หากพอร์ตของคุณมีมูลค่าลดลงร้อยละ 50 จากเดิมมีมูลค่า 800,000 บาทเหลือเพียง 400,000 บาท คุณจะต้องใช้เวลาเกือบ 12 ปี ในอัตราผลตอบแทนร้อยละ 6 ต่อปีก่อนที่คุณจะสามารถเอาทุนเดิมคืนมาได้ อย่างไรก็ตามหากคุณได้ลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยการขายหุ้นของคุณและย้ายทุกอย่างไปเป็นเงินสดที่มีผลตอบแทนร้อยละ 3 ต่อปีคุณจะต้องใช้เวลา 24 ปีหรือเกือบชั่วอายุคนในการเอาทุนเดิมคืนมา สถานการณ์แย่ลงอีกเนื่องจากภาวะถดถอยของตลาดอย่างแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าที่คิด ในช่วง 64 ปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองได้จบลง ดัชนี S&P 500 ได้ประสบการลดลงที่มากกว่าร้อยละ 10 ถึง 32 ครั้ง ซึ่งหมายความว่าโดยเฉลี่ยนักลงทุนในตลาดทุน (Equity Market) จะต้องประสบกับการปรับตัวของตลาดทุกๆ 4 ปี

ความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับภาระผูกพันระยะยาวของคุณ เพราะฉะนั้นคุณต้องปรับพอร์ตการลงทุนของคุณให้ตรงกับเป้าหมายทางการเงินของคุณ จากประสบการณ์อันเจ็บปวดที่ผ่านมาคุณอาจกำลังพยายามที่จะเลือกเส้นทางการดำเนินการที่เหมาะสม แต่ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องมีวินัยเกี่ยวกับการลงทุนในระยะยาวโดยการลงทุนโดยใช้วิธี Dollar Cost Averaging อย่างสม่ำเสมอหรือเมื่อตลาดหลักทรัพย์กำลังตก พร้อมด้วยกระจายการลงทุน นักลงทุนบางคนอาจไม่เชื่อในเรื่องของการกระจายการลงทุน เนื่องจากในระหว่างวิกฤตการเงินเมื่อปี พ.ศ. 2551 เหมือนกับทุกอย่างขาดทุนหมด ต้องยอมรับว่าเราทุกคนขาดทุนมากในปี พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2554 อาจจะแย่พอกัน อย่างไรก็ตามการวิจัยจาก Morningstar ระบุว่า ประมาณร้อยละ 25 ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐได้ประสบปัญหาการลดมูลค่ามากกว่าร้อยละ 75 ในปี พ.ศ. 2551 แต่เพียงแค่ 6 จากทั้งหมด 6,600 กองทุนรวมที่แบ่งกระจายการลงทุนประสบปัญหาเดียวกัน นอกจากนี้การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน (Asset Class Diversification) และข้ามภูมิภาค (Regional Diversification) ยังช่วยลดความเสี่ยงการลงทุนโดยรวมของคุณเป็นอย่างดี  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท