
ชงลดสมทบฝ่ายนายจ้าง
สปส.เสนอเงื่อนไขแลกค่าจ้างปรับลงเหลือ3%เป็นเวลา1ปี
สปส.เสนอเงื่อนไขแลกค่าจ้างปรับลงเหลือ3%เป็นเวลา1ปี
ประกันสังคมทำพิลึก เสนอให้นายจ้างลดการจ่ายเงินสมทบจาก 5% เหลือ 3% แลกนายจ้างขึ้นค่าจ้าง 300 บาท
แหล่งข่าวจากกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้มอบหมายให้หน่วยงานในกระทรวงหาแนวทางการช่วยเหลือนายจ้างที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลที่จะให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ซึ่งนายปั้น วรรณพินิจ เลขา ธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้เสนอแนวทางการลดการจัดเก็บเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในส่วนของนายจ้างจาก 5% ลงเหลือ 3% เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้นายจ้าง โดยจะคัดเลือกนายจ้างที่ได้รับผลกระทบจริงๆ ในเบื้องต้นจะให้งดการจ่ายเงินสมทบ 612 เดือน
ปัจจุบัน การจัดเก็บเงินสมทบของกองทุนประกันสังคม จัดเก็บ 3 ฝ่าย กล่าวคือ นายจ้างจ่ายสมทบ 5% ลูกจ้างจ่ายสมทบ 5% และรัฐบาลจ่ายสมทบให้อีก 2.75% โดยเงินสมทบ 5% จะแบ่งเป็นเงินสมทบในกองทุน 4 กรณี 2% จะเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล ค่าคลอดบุตร พิการ และเสียชีวิต ส่วนที่เหลืออีก 3% จะเป็นเงินสมทบเพื่อกองทุนชราภาพ ซึ่งเม็ด เงินสมทบที่ลดลงนั้น สปส.เสนอว่าให้นำเงินสะสมเก่าในกองทุน 4 กรณี ที่ปัจจุบันมีอยู่รวมกันประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท มาสำรองใช้ไปก่อน
ทั้งนี้ จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าหากเปิดทางให้นายจ้างลดการจ่ายเงินสมทบเหลือลง 3% เป็นระยะเวลา 1 ปี จะทำให้เม็ดเงินสมทบหายไปจากกองทุน 1 หมื่นล้านบาท
นายพนัส ไทยล้วน กรรมการฝ่ายตัวแทนลูกจ้าง คณะกรรมการ สปส. และประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอการลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อช่วยเหลือนายจ้าง ซึ่งปัจจุบันค่าใช้จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของนายจ้างแต่ละรายถือเป็นต้นทุนที่น้อยมาก แต่ถ้านับรวมนายจ้างทุกรายจะทำให้เงินกองทุนประกันสังคมเสียหายมาก แต่หากรัฐนำเงินมาชดเชยในส่วนนายจ้างให้ ฝ่ายลูกจ้างก็ยอมรับได้
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในระบบประกันสังคมรวมทั้งสิ้นประมาณ 4 แสนราย และมีผู้ประกันตนประมาณ 10 ล้านคน ส่วนเงินกองทุนประกันสังคมมีอยู่ประมาณ 8.4 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเงินกองทุน 4 กรณี จำนวน 6.5 หมื่นล้านบาท และเงินกองทุน 2 กรณี จำนวน 7.12 แสนล้านบาท
ขณะที่มีรายงานว่า ในแต่ละปีจะมีเงินสมทบจาก 3 ฝ่าย ปีละ 1.5 แสนล้านบาท มีค่าใช้จ่าย เช่น การจ่ายสิทธิประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลใน 7 กรณี อยู่ที่ประมาณปีละ 1 แสนล้านบาท เหลือเงินเข้ากองทุนเพื่อนำไปลงทุนปีละประมาณ 5 หมื่นล้านบาท







