posttoday
ข้อเสนอปฏิรูปประมวลรัษฎากรและภาษีเงินได้

ข้อเสนอปฏิรูปประมวลรัษฎากรและภาษีเงินได้

23 สิงหาคม 2554

ผมได้อ่านนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ผมได้อ่านนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดย..กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ 

ในการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี พ.ศ. 2555 เหลือ 23% และเหลือ 20% ในปี พ.ศ. 2556 นั้น แต่ผมไม่ได้เห็นเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม เพราะเหตุว่าการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23% และเหลือ 20% ในอีก 2 ปีข้างหน้านั้นแต่อย่างเดียว จะทำให้รัฐบาลขาดรายได้ไปอย่างมีนัยสำคัญ และตามนโยบายที่จะมีการเสนอโครงการที่ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมาก มีคำถามว่า รัฐบาลจะนำเงินมาจากไหนหากไม่สามารถเก็บภาษีเพิ่ม หากจะนำเงินมาใช้จ่ายที่มาจากการกู้หนี้ก็จะก่อให้เกิดหนี้ภาคสาธารณะสูงขึ้นและกระทบกระเทือนต่อสถานะทางการเงินของประเทศไทย

ผมจึงเห็นว่า การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ใช่ทางออกของประเทศไทยอย่างแน่นอน

ผมจึงเสนอให้มีการปฏิรูปภาษีทั้งระบบให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้ทั้งระบบ โดยขอแยกเป็นประเด็นใหญ่ๆ ตามที่ผมเคยเสนอไว้ในหลายโอกาสด้วยกันเพื่อรวบรวมเป็นประเด็นหลักๆ เพื่อให้คณะกรรมการปฏิรูปภาษีของประเทศที่ผมได้เสนอให้จัดตั้งขึ้นนั้น นำไปพิจารณาและยกร่างกฎหมายอย่างเร่งด่วนต่อไปด้วย

1.การปรับโครงสร้างประมวลรัษฎากรและอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและการนิรโทษกรรมภาษี

ผมมีข้อเสนอ 7 ข้อหลักๆ ดังนี้

1.1.นอกเหนือจากการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล รัฐบาลควรจะมีการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลง โดยส่งเสริมให้มีการเพิ่มรายจ่ายและค่าลดหย่อนที่เป็นธรรมและเรื่องให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เสียภาษี เพราะหากมีการลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 23% แต่ไม่มีการปรับเงินได้ภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งอัตราสูงสุดอยู่ที่ 37% ก็จะทำให้อัตราภาษีของบุคคลธรรมดาจะสูงกว่านิติบุคคล อันจะทำให้ผู้ประกอบการที่มีบริษัทก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากอัตราภาษีเงินได้ของบริษัทโดยมีการโอนเงินผลประโยชน์เข้าบริษัทแทนที่จะมีการจ่ายให้แก่เจ้าของกิจการหรือเป็นเงินเดือน

ดังนั้น การลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงจะต้องเป็นสัดส่วนกับการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล กล่าวคือ ในระยะแรก (ในปี 2555) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดควรจะอยู่ในอัตราภาษี 30.7% และในปี 2556 เหลือ 28% สำหรับอัตราเงินได้ขั้นสูงและลดหลั่นกันลงมาตามลำดับ เพราะอัตราภาษีสมบูรณ์ (Effective Tax Rate) นั้น ของนิติบุคคลจะเท่ากับ 23% และเงินปันผลอีก 10% ก็จะเท่ากับว่าภาษีเงินปันผลจะเท่ากับ 7.3% รวมภาษีสมบูรณ์ (Effective Rate) คือ 30.7% และในปี 2556 เหลือ 28% ซึ่งก็จะสอดคล้องกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

สำหรับผมแล้วเห็นว่า ถึงแม้จะมีการลดอัตราภาษีเงินได้ลงเหลือ 30.3% หรือ 28% ก็ยังถือว่าอัตราภาษีของประเทศไทยสูงอยู่ดี ผมจึงเห็นว่ารัฐบาลควรลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ต่ำลงเหลือ 20% หรือเหลือ 2530% แต่เพิ่มการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามจริง (เช่น ไม่เกิน 20% ของเงินได้) โดยยกเลิกการหักเหมาสำหรับเงินได้ทุกประเภทเสียทั้งสิ้น

1.2.ควรมีการพิจารณาให้เสียภาษีในอัตราเดียว (Flat Rate) กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศแทนการเก็บอัตราภาษีก้าวหน้า โดยหลักที่ว่าใครได้รับรายได้มากต้องเสียภาษีมาก น่าจะเป็นแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ด้านการเงิน แต่ในปัจจุบันมักจะมีคำถามเสมอว่า การทำเช่นนี้เป็นธรรมจริงหรือเปล่า เพราะทำให้คนอยู่นอกระบบภาษีไม่อยากเสียภาษี ขณะนี้เป็นประเด็นหลักที่มีการถกเถียงในสหรัฐอเมริกาที่จะเก็บภาษีให้มากสำหรับผู้มีรายได้มาก ซึ่งประเทศไทยอาจต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วย

ในประเทศไทยคนยิ่งมีเงินได้มากก็ยิ่งหาทางเสียภาษีให้น้อยลง อาจจะเป็นการหลบหลีกภาษีหรือวางแผนภาษีโดยการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาในลักษณะ Tax Shelter โดยนำรายจ่ายมาหักรายได้ คนที่มีรายได้สูงมีความรู้สึกว่า การเสียภาษีในอัตราสูงๆ แต่ว่าตนเองและครอบครัวไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา การพยาบาล หรือการดูแลเมื่อแก่เกษียณในระยะยาว ยิ่งมีเงินได้สูงก็ยิ่งเสียภาษีในอัตราสูงขึ้นนั้น จึงเป็นช่องทางทำให้ผู้มีเงินได้เหล่านั้นต้องหาทางวางแผนภาษีหรือหลบหลีกภาษีให้เสียภาษีน้อยลง โดยการจัดตั้งบริษัทลงทุนและสร้าง Tax Shelter ขึ้น โดยเฉพาะหากมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่ไม่ปรับปรุงเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจะทำให้รัฐบาลก็ต้องทุ่มกำลังมาตรวจสอบการหลบหลีกภาษีเป็นการเสียงบประมาณและเวลา แทนที่จะเก็บอัตราภาษีที่เหมาะสมแต่มีผู้คนเสียภาษีเพิ่มมากขึ้นจะดีกว่าหรือไม่

การพิจารณาเรียกเก็บภาษีในอัตรา Flat Rate ให้อยู่ในอัตราไม่สูงมากนัก โดยเมื่อเปรียบเทียบกับผู้มีเงินได้ในภูมิภาคใกล้เคียงกัน เช่น สิงคโปร์และฮ่องกงในอัตรา 220% มาเลเซีย (230%) และในประเทศเหล่านี้ยังให้ผู้มีเงินได้หักรายจ่ายได้มากกว่าในประเทศไทยเช่นกัน ประเทศไทยจึงต้องคิดนอกกรอบและให้สอดคล้องและแข่งขันกับประเทศเหล่านั้นได้ อีกทั้งการทำให้คนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากเท่าใด รายได้ก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้น ผมเห็นว่าการให้เสียภาษี การยื่นแบบน่าจะเป็นการบังคับยื่นแบบทุกคนที่มีเงินได้ (เพื่อได้ข้อมูลครบถ้วน) ส่วนใครที่ต้องอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีนั้น ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนรายได้ ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวก็คงจะต้องมีการคิดให้รอบคอบว่าควรเก็บในอัตราใด ผมคิดว่า 20% เพราะจะใกล้เคียงกับสิงคโปร์ ฮ่องกง และน่าจะเหมาะสม เพราะเราได้ให้สิทธิแก่พนักงานของสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค (ROH) ให้เสียภาษีในอัตรา 15% ถึง 8 ปี) ถ้าเราสามารถเก็บภาษีในอัตราที่เหมาะสม แต่มีผู้เสียภาษีมากขึ้น ก็ย่อมจะมาชดเชยกับภาษีส่วนที่ขาดไปได้อย่างแน่นอน

ไว้ฉบับหน้ามาว่ากันต่อนะครับ  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท