
อินโดฯ...ประเทศที่กำลังมาแรงด้านการลงทุน
ในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อประมาณ 10–15 ปีมาแล้ว
ในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อประมาณ 10–15 ปีมาแล้ว
โดย..ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
อินโดนีเซียเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองอย่างมาก ภายหลังการโค่นล้มรัฐบาลของนายพลซูฮาร์โต รวมถึงปัญหาการก่อการร้ายกรณีการระเบิดที่เกาะบาหลี และการวางระเบิดโรงแรมแมริออตในกรุงจาการ์ตา ทำให้ในช่วงนั้นได้รับฉายาว่าเป็น “คนป่วยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” แต่ภายหลังการรับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายพลสุสิโล บัมบัง ยูโดโยโน ปรากฏว่าอินโดนีเซียได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งทั้งในด้านความมั่นคงทางการเมืองและด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ
จากสถิติล่าสุดของ IMF เมื่อปี 2553 อินโดนีเซียมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีขนาด 7.067 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 1.12% ของ GDP รวมของโลก เปรียบเทียบกับไทยที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีขนาด 3.189 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 0.51% ของ GDP รวมของโลก ทั้งนี้รัฐบาลอินโดนีเซียได้คาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะขยายตัวมากถึง 6.5% ในปี 2554 และเพิ่มขึ้นเป็น 6.7% ในปี 2555
ปัจจุบันอินโดนีเซียได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะเป็นแหล่งลงทุน โดยจากการสำรวจนักลงทุนญี่ปุ่นของ JBIC ที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปลายปี 2553 พบว่าอินโดนีเซียซึ่งเดิมเมื่อปี 2552 ได้เคยได้รับความสนใจสำหรับการลงทุนในระยะกลางเป็นอันดับ 8 ได้ก้าวกระโดดมาเป็นอันดับ 6 โดยรองจากจีน อินเดีย เวียดนาม ไทย และบราซิล
ขณะที่การสำรวจนักลงทุนสหรัฐของหอการค้าสหรัฐ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อกลางปี 2553 พบว่าอินโดนีเซียได้รับความสนใจเป็นอันดับ 2 รองจากเวียดนาม ขณะที่ไทยตามมาเป็นอันดับ 3
ล่าสุด จากการสำรวจบรรษัทข้ามชาติของ UNCTAD เกี่ยวกับประเทศที่น่าสนใจลงทุน ที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้ว พบว่าอินโดนีเซียซึ่งเดิมเมื่อปี 2553 อยู่อันดับ 9 ได้ก้าวกระโดดมาเป็นอันดับ 7 รองจากจีน สหรัฐ อินเดีย บราซิล รัสเซีย และโปแลนด์ ขณะที่ไทยตามมาเป็นอันดับ 12
ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียได้แต่งตั้งให้นาย Gita Wirjawan ซึ่งในอดีตเคยมีประสบการณ์ทำงานในบริษัทวาณิชธนกิจ Goldman Sachs ที่สิงคโปร์ และต่อมาในช่วงปี 2549–2551 ทำงานเป็นรองประธานกรรมการของธนาคาร JP Morgan ในอินโดนีเซีย มาเป็นประธานกรรมการของหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน BKPM ของอินโดนีเซีย เมื่อปี 2552 จากนั้นได้มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ในด้านต่างๆ เป็นต้นว่า
l การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งที่ Hard Infrastructure เช่น ถนน โรงไฟฟ้า ฯลฯ และ Soft Infrastructure เช่น การปรับปรุงกฎระเบียบที่ยุ่งยากซับซ้อนและเป็นเฉพาะราย ให้เรียบง่ายขึ้นและเป็นไปในเชิงกลยุทธ์
l การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ เช่น แทนที่จะส่งออกในรูปแร่บอกไซต์ ก็จะตั้งโรงงานถลุงแร่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือแทนที่จะส่งออกโกโก้ ก็จะส่งเสริมให้ตั้งโรงงานผลิตช็อกโกแลต
l การจัดตั้งศูนย์บริการ One Stop Shop for Investment เมื่อเดือน ก.พ. 2553 โดยมีตัวแทนจาก 15 กระทรวง สามารถอนุมัติอนุญาตในด้านต่างๆ ได้ภายใน 5 ชั่วโมง จากเดิมที่บางครั้งอาจจะยาวนานถึง 7 วัน ปัจจุบันสามารถออกใบอนุญาตทั้งวีซ่าเข้าเมืองใบอนุญาตทำงาน และสิทธิและประโยชน์สำหรับบางอุตสาหกรรม โดยไม่ต้องไปติดต่อกระทรวงต่างๆ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีโครงการขนาดยักษ์หลายโครงการที่ได้ประกาศลงทุนในอินโดนีเซีย เช่น โครงการโรงงานเหล็กสมบูรณ์แบบของบริษัท พอสโกของเกาหลีใต้ ลงทุน 1.8 แสนล้านบาท นับเป็นโครงการผลิตเหล็กแบบครบวงจรขนาดยักษ์แห่งแรก ที่ก่อตั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการปิโตรเคมีของบริษัท โฮนัม ของเกาหลีใต้ ลงทุน 1.35 แสนล้านบาท โครงการโรงกลั่นน้ำมันชองบริษัท คูเวตปิโตรเลียม ลงทุน 2.5 แสนล้านบาท ส่วนบริษัท นิสสัน ประกาศเมื่อปลายเดือน ก.ค. 2554 ลงทุน 9,600 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังผลิตรถยนต์จากเดิม 5 หมื่น เป็น 1.8 แสนคัน/ปี และก่อตั้งโรงงานประกอบเครื่องยนต์แห่งใหม่ที่โรงงานทางตะวันตกของเกาะชวาในอินโดนีเซีย
ล่าสุด เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังจะพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรครั้งใหญ่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลงทุน 240 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 8.422 แสนล้านบาท ในปี 2554
กระทรวงการคลังกำหนดจะพิจารณาหลักเกณฑ์ให้สิทธิและประโยชน์เป็นพิเศษแก่โครงการลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้าน รูเปียห์ หรือประมาณ 3,600 ล้านบาท ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โลหะพื้นฐาน พลังงานหมุนเวียนปิโตรเคมี เครื่องจักรกล อุปกรณ์โทรคมนาคม ฯลฯ โดยอาจจะยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5–10 ปี อนึ่ง สำหรับโครงการที่แม้เปิดดำเนินการไปแล้วเป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี ก็สามารถยื่นขอสิทธิและประโยชน์ตามหลักเกณฑ์นี้ย้อนหลังได้ มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดความเสียเปรียบต่อโครงการลงทุนใหม่







