
คนที่รอความช่วยเหลือ
สัปดาห์นี้เราก็จะรู้นโยบายของรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว
สัปดาห์นี้เราก็จะรู้นโยบายของรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว
โดย..สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์
เท่าที่ติดตามข่าวสารจากสื่อต่างๆ พอจะจับทิศทางได้ว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ไปยังประชาชนรายย่อยเพื่อให้เกิดกำลังซื้อภายในประเทศ จะปรับเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักให้มาพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น
นโยบายเร่งด่วนจะอยู่ที่เรื่องปากท้อง การเพิ่มรายได้และการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนรากหญ้าจนถึงคนทำงานในเมือง และที่น่าสนใจก็คือการช่วยเหลือภาคธุรกิจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 23 ในปีภาษี 2555 และเหลือร้อยละ 20 ในปี 2556 เพื่อขยับฐานภาษีไทยให้สามารถแข่งขันกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ได้
เฉพาะเรื่องการลดฐานภาษีนิติบุคคลให้กับบริษัทห้างร้านผู้ประกอบการคนไทยครั้งนี้ ต้องถึงว่าเป็นเรื่องดีที่จะเพิ่มเติมโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย งานนี้นอกจากทำให้คนที่อยู่ในระบบภาษีมีโอกาสเหลือเงินไปพัฒนาธุรกิจเพิ่มเติมแล้ว ผลพลอยได้ที่จะตามมาคือจะเป็นการกระตุ้นให้กิจการทั้งเก่าและใหม่อยากเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เลี่ยงภาษีเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป
ขอสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ให้โอกาสเพิ่มรายได้ทั้งกับภาคประชาชนและภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากพอสมควร เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เคยผิดพลาดในอดีตแต่ยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะต่อสู้ฝ่าฟันแก้ไขปัญหาธุรกิจให้กลับมามีสภาพเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งวันนี้ผมอยากฝากให้รัฐบาลช่วยนึกถึงเขาและหาทางให้โอกาสกับเขาด้วย
คนกลุ่มนี้ยังทำธุรกิจอยู่ แต่ทำแบบประคับประคองต่อลมหายใจไปวันๆ เท่านั้น เลิกไม่ได้ ล้มไม่ได้ ทำได้ใช้ไป ทำได้พอเลี้ยงครอบครัวไป ทำได้เลี้ยงลูกหลานลูกน้องลูกจ้างให้มีงานทำไป แต่ไม่มีปัญญาที่จะทำให้กิจการเติบใหญ่แข็งแรงมั่นคงเหมือนคนอื่นๆ
กลุ่มนี้คือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เคยมีปัญหาติดพันเรื้อรังมาตั้งแต่ยุคต้มยำกุ้งอาละวาด สิบกว่าปีที่ผ่านมามีหนี้สินทั้งต้นและดอกเบี้ยพอกพูนติดหลังเหมือนเนื้อร้ายที่ตัดทำลายออกจากตัวไม่ได้ กิจการแม้ยังมีทรัพย์สิน มีที่ดิน โรงงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่สามารถใช้ทำมาหากินได้ แต่ความสามารถทำกินในเวลานี้เมื่อเทียบกับภาระหนี้สินที่พอกพูนทวีคูณมานานก็แทบจะหมดแรงทำงาน ตัวเลขหนี้สินกินกำลัง หากไม่ตัดตอนเนื้อร้ายออกไปบ้าง ยังไงๆ ชาตินี้ก็ไม่มีทางเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้แน่นอน
จะขยับตัวขอโอกาสเกิดใหม่ขอย้ายหนี้ย้ายแบงก์ก็ไม่มีใครกล้ารับ จะเพิ่มทุนหาหุ้นส่วนใหม่ก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงกล้าหุ้น หลายๆ กิจการยังดูดีมีคู่ค้ามีออร์เดอร์รอสั่งซื้อมากมายหากได้เงินทุนใหม่สักก้อนรับรองธุรกิจไปโลด หลายๆ กิจการยังมีศักยภาพสามารถขยายการจ้างงาน ขยายการลงทุนได้ แต่สภาพหนี้เน่าเก่าติดตัวคงไม่มีใครอยากเกลือกกลั้วเข้ามาคบค้าเป็นจริงเป็นจัง
กิจการในลักษณะนี้มีไม่น้อย ส่วนใหญ่หนี้เดิมที่ค้างคามานานถูกโอนไปอยู่กับบริษัทในเครือของสถาบันการเงินเพื่อติดตามเร่งรัดโดยตรง เจ้าหนี้ก็อยากได้หนี้คืนมากกว่าการยึดทรัพย์ แม้จะยอมตัดยอมลดหนี้ล่อใจให้ลูกหนี้รีบปิดบัญชี แต่ลำพังตัวลูกหนี้ไม่มีปัญญาย้ายไปพึ่งพาแหล่งเงินทุนอื่นได้ หมดโอกาสแม้แต่จะคิด
โจทย์นี้ยาก...แต่หากรัฐบาลหยิบยื่นให้โอกาสกับผู้ประกอบการกลุ่มนี้ จะเป็นการช่วยผู้คนได้จำนวนมาก กิจการน้อยใหญ่ของคนไทยจะไม่ล้มละลาย การจ้างงานก็ยังคงมีอยู่ การค้าขายวัตถุดิบและสินค้าก็ยังมีอยู่ รายได้จากภาษีที่เกิดจากธุรกิจธุรกรรมของกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เฟืองตัวเล็กๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนในระบบเศรษฐกิจก็ยังหมุนอยู่ต่อไป
เศรษฐกิจโต คนไม่ตกงาน เจ้าหนี้แฮปปี้ ลูกหนี้ก็มีโอกาสฟื้น รัฐบาลก็มีผลงาน ทุกฝ่ายวินวินวิน
ผู้ประกอบการกลุ่มนี้หลายคนพูดกับผมว่า...เขามีลูกมีหลานมีลูกจ้างคนงานที่ต้องดูแลรับผิดชอบ ยังไงๆ ก็จะสู้ต่อไป จะสู้ถึงวินาทีสุดท้าย โดยแอบหวังเล็กๆ ว่า...สักวันคงมีรัฐบาลสักชุดยื่นมือมาช่วยฉุดพวกเขาให้มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง
พวกเขาจะหวังอย่างถึงที่สุด...จะไม่หยุดอย่างคนสิ้นหวัง







