
ไปรษณีย์ไทยพับแผนปล่อยกู้
ไปรษณีย์ไทยพับแผนปล่อยกู้ โยนรัฐบาลใหม่เคาะโครงการ หันเน้นลอจิสติกส์ ดันรายได้สิ้นปีทะลุ1.6 หมื่นล้านบาท
ไปรษณีย์ไทยพับแผนปล่อยกู้ โยนรัฐบาลใหม่เคาะโครงการ หันเน้นลอจิสติกส์ ดันรายได้สิ้นปีทะลุ1.6 หมื่นล้านบาท
น.ส.อานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการปล่อยเงินกู้ให้กับประชาชนผ่าน บริษัท สินเชื่อ ไปรษณีย์ไทย ต้องชะลอออกไปก่อน แม้ว่าตามแผนเดิมจะเริ่มปล่อยกู้ได้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เนื่องจาก จะนำเสนอโครงการนี้ให้ทางรัฐบาลใหม่พิจารณาอีกครั้ง และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลด้วยว่าจะดำเนินการต่อหรือล้มเลิกโครงการไปเลย
โครงการปล่อยเงินกู้ผ่านไปรษณีย์เกิดขึ้นในสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยครม.อนุมัติให้จัดตั้งบริษัท สินเชื่อ ไปรษณีย์ไทย เพื่อใช้จุดแข็งของไปรษณีย์ที่มีสาขาครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนทั่วประเทศปล่อยกู้ในวงเงิน5,000– 1 หมื่นบาท เบื้องต้นนำร่อง10 จังหวัด เช่น ศรีสะเกษ อุดรธานี ปัตตานี แม่ฮ่องสอน กำหนดจำนวนผู้กู้ 100 รายต่อจังหวัด โดยจะเน้นผู้กู้ที่นำไปเสริมกับการประกอบอาชีพเดิม
“หากรัฐบาลไม่ดำเนินโครงการต่อก็จะไม่ส่งผลกระทบกับไปรษณีย์ไทย เพราะครม.ชุดที่แล้วอนุมัติเพียงหลักการตั้งบริษัทใหม่ แต่ยังไม่ได้ตั้งคณะกรรมการหรือผู้บริหารใดๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าครม.ชุดนี้ต้องการจะสานต่อหรือไม่” น.ส.อานุสรากล่าว
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของไปรษณีย์ต่อจากนี้ จะหันไปรุกบริการด้านขนส่ง หรือ ลอจิสติกส์มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน บริการลอจิสติกส์เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน และมีสัดส่วนรายได้มากกว่า 10% ของรายได้รวม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของการค้าขายออนไลน์ หรือ อี คอมเมิร์ซ ส่งผลให้การขนส่งสินค้าทางไปรษณีย์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ปัจจุบันบริการลอจิสติกส์ ในภาพรวม แยกออกเป็น การขนส่งพัสดุภัณฑ์ไปรษณีย์ กำหนดน้ำหนักไม่เกิน 20 กก. มีรายได้ต่อปี 500ล้านบาท และการขนส่งระดับกลางหรือ น้ำหนักที่ไม่เกิน 200 กก. มีรายได้ต่อปี 200 ล้านบาท โดยจะเน้นทำตลาดบริการนี้ไปที่กลุ่ลูกค้ารายใหญ่ และการรับช่วงการขนส่งต่อจากเส้นทางรถไฟ และ รถประจำทาง เพื่อนำจ่ายถึงบ้านผู้รับ
น.ส.อานุสรา กล่าวว่า บริการลอจิสติกส์จะช่วยผลักดันรายได้ของไปรษณีย์สิ้นปีนี้ให้เป็นไปตามเป้าเดิมที่ 1.65 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตจากปีที่ผ่านมา 15% โดยครึ่งปีแรกมีรายได้ 8,067 ล้านบาท และมีกำไร 153 ล้านบาท







