posttoday
ยุโรปต้องรัดเข็มขัด

ยุโรปต้องรัดเข็มขัด

16 กุมภาพันธ์ 2553

 

 

...สุกิจ อุดมศิริกุล

สวัสดีครับ...ทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขอประทานโทษที่ผมไม่ได้มีบทความมา 2 สัปดาห์ เนื่องจากติดภารกิจที่ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ผมได้นำเสนอบทความที่คาดว่าน่าจะถูกใจทุกท่าน คือ เรื่องวิกฤตหนี้ของกลุ่มประเทศยุโรป โดยฉบับนี้ผมมีผู้ช่วย คือ คุณสุรศักดิ์ ธรรมโม ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ที่ติดตามเรื่องยุโรปอย่างใกล้ชิดมาร่วมเขียนด้วยอีกคน

สำหรับวิฤกตที่กำลังเกิดขึ้นในบางประเทศของยุโรปที่กำลังเป็นข่าวขณะนี้ ได้แก่ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ กรีซ และสเปน หรือเรียกว่ากลุ่มประเทศ PIGS จริงๆ แล้วผมประเมินว่าเป็นวิกฤตในเรื่องความเชื่อมั่นต่อการจัดการของกลุ่มประเทศยุโรปที่ใช้เงินสกุลยูโร (Euro Zone) ใน 2 เรื่อง คือ 1) การชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นของประเทศกรีซ 2) การลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการคลัง รวมถึงระดับหนี้ภาครัฐที่เกินเพดานที่กำหนดในระยะยาว

โดยปัญหาของประเทศกรีซถือเป็นบททดสอบแรกตั้งแต่มีการก่อตั้งเงินสกุลยูโรขึ้นมา ซึ่งทางประเทศสมาชิกได้ข้อตกลงกันว่าจะต้องขาดดุลการคลัง (Budget Deficit) ไม่เกิน 3% ของ GDP และต้องมีหนี้สาธารณะ (Public Debt) ไม่เกิน 60% ของ GDP แต่ประเทศในกลุ่ม PIGS ไม่สามารถปฏิบัติตามได้

ดังนั้นหากทางยุโรปไม่สามารถแก้ไขปัญหาของกรีซได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะลุกลามไปประเทศอื่น และที่สำคัญจะมีผลกระทบต่อค่าเงินยูโร ซึ่งเป็นเงินสกุลรองจากสหรัฐในปัจจุบัน

สำหรับวิกฤตของยุโรปในครั้งนี้ ผมเองยังประเมินอีกว่าเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่วิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐ ดูไบ และล่าสุดมาที่ยุโรป โดยต้นเหตุของปัญหา คือ ภาระหนี้ภาครัฐที่สูงขึ้นเกินไปนั่นเอง

เนื้อหาการวิเคราะห์เรื่องวิกฤตหนี้ของยุโรปนั้น สามารถติดตามได้จากรายงานวิเคราะห์ด้านล่าง ซึ่งผมนำมาจากบทวิจัยของสถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) ดังนี้

ในความเป็นจริงก่อนที่จะเกิดวิกฤตกรีซนั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจยุโรปอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำที่สุดในกลุ่ม G3 (ประกอบไปด้วย สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น) โดยในการประชุม World Economic Forum ที่เมือง Davos สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือนม.ค. 2553 มีการประเมินถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจรูป “V” เป็นลักษณะของประเทศเอเชียและตลาดเกิดใหม่ ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่การขยายตัวรูป “U” เป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐ ที่แม้ว่าฟื้นตัวแต่จะขยายตัวในอัตราที่ต่ำระยะหนึ่งก่อนจะฟื้น และการขยายตัวรูป “L” เป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปที่ฟื้นตัวจากวิกฤต แต่จะมีการขยายตัวในอัตราที่ต่ำเป็นระยะเวลาที่นาน

พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม PIGS นั้นอ่อนแอ ซึ่งประกอบด้วย โปรตุเกส ไอร์แลนด์ กรีซ และสเปน มีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจโดยพื้นฐาน ดังจะเห็นจากปริมาณหนี้สาธารณะและการใช้จ่ายภาครัฐที่เกินกว่าวินัยการเงินพื้นฐานของประเทศ Euro Zone

กรณีวิกฤตหนี้ระยะสั้นของกรีซคาดว่าจะต้อง Refinance เงินจำนวน 2 หมื่นล้านยูโร ภายในเดือนเม.ย. และพ.ค. 2553 จะได้รับการช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป โดยคาดว่าเยอรมนีจะเป็นแกนหลักในการเข้าไปช่วยเหลือกรีซ และช่วยลดความกังวลเฉพาะหน้าของตลาดการเงินระหว่างประเทศที่กังวลต่อสถานะการคลังกรีซและความน่าเชื่อถือของเงินยูโร อย่างไรก็ตามการขอกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นไปได้

แผนการช่วยเหลือ “กรีซ” เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ส่งผลให้ต้องรอความชัดเจนในวันที่ 16 ก.พ. โดยปัจจัยที่มีผลกระทบต่อแนวทางการช่วยเหลือกรีซ คือ 1.การเรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและเจ้าหนี้ 2.ภาระทางการเงินของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ และ 3.ความเสี่ยงที่ประเทศอื่นจะขอความช่วยเหลือตามกรีซ (Moral Hazard) ดังนั้นจึงประเมินว่าแผนการช่วยเหลือกรีซยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

ด้านแนวทางที่มีคาดการณ์ในปัจจุบัน ได้แก่ การค้ำประกันหนี้ โดยไม่ได้สนับสนุนทางการเงิน รวมถึงจะมีเงื่อนไขทางการคลังและทางการเงินที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยกรีซจะต้องเร่งลดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานยุโรป คือ ไม่เกิน 3% ต่อ GDP ในปี 2555 ด้วยการเพิ่มภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ภาครัฐ ลดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐลง ซึ่งจะช่วยให้ลดการขาดดุลการคลังอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากทาง EC เลือกใช้แนวทางนี้จริงคาดว่าจะสร้างความผิดหวังให้กับตลาดอีกครั้ง

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจช่วยกรีซและประเทศอื่นๆ ด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำในอัตรา 1% ยาวนานกว่าที่คาด เพื่อลดต้นทุนการออกพันธบัตร ในขณะที่สหรัฐอาจจะถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Exit Strategy) ก่อนยุโรปและญี่ปุ่น ผลคือ ค่าเงินยูโรจะได้รับแรงกดดันให้อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ

การใช้มาตรฐานความเข้มงวดทางการคลังคือการลดรายจ่ายภาครัฐนั้น ถ้าถูกใช้เฉพาะกรีซประเทศเดียวจะมีผลกระทบในระดับต่ำ เพราะขนาดของ GDP กรีซ ต่อ GDP โดยรวมของประเทศสมาชิก Euro Zone 16 ประเทศนั้นอยู่ที่ประมาณ 2.6%

“โปรตุเกส” มีความเสี่ยงที่ต่ำ ที่จะเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกับกรีซ เพราะโปรตุเกสมีหนี้ระยะสั้นต้องชำระในภายใน 1 ปี ประมาณ 3.29 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 17.4% ของหนี้คงค้างทั้งหมด ขณะที่กรีซมีหนี้ระยะสั้นในปีนี้ วงเงินประมาณ 9.59 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ พบว่าหนี้ระยะสั้นของโปรตุเกสต่ำกว่ากรีซประมาณ 2.9 เท่า แต่ก็ต้องจับตามองโปรตุเกสอย่างใกล้ชิด

กรณีเลวร้ายที่สุด คือ ความเสี่ยงของหนี้ภาครัฐนั้น (Sovereign Risk) ลุกลามไปยังกลุ่มประเทศ “PIGS” ที่เหลือ ซึ่งประกอบไปด้วย โปรตุเกส ไอร์แลนด์ และสเปน โดยมีสัดส่วนของ GDP รวมกรีซด้วยรวมกัน 4 ประเทศประมาณ 18% ของ Euro Zone ถ้าต้องเข้ารับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปและต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เข้มงวดเช่นเดียวกับกรีซ จะส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปอาจจะกลับมาถดถอยอีกครั้ง (Double Dip Recession) พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ