
ทบทวนเอฟทีเอ
...วีเจสแคท
แม้ไทยจะมีการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) มาแล้วมากกว่า 10 ฉบับ ภายใต้กรอบไทยกับประเทศคู่ค้า หรือแบบทวิภาคี เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ญี่ปุ่น เปรู สหรัฐ บาร์เรน และเอฟตา (สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป) และกรอบอาเซียนกับประเทศคู่ค้า เช่น อาฟตา อาเซียนจีน ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย สหภาพยุโรป กลุ่มบิมสเทค เป็นต้น
แต่มีประเด็นที่น่าติดตาม โดยเฉพาะความเห็นของภาคเอกชนที่ออกมาสะท้อนปัญหาของการจัดทำเอฟทีเอที่เกิดขึ้น เพราะหลังจากที่ความตกลงเอฟทีเอมีผลบังคับใช้มาแล้วหลายปี กลับไม่มีกระบวนการติดตามและจัดการผลกระทบหลังจากการเจรจามีผลบังคับใช้ได้ดีพอ
ตัวอย่างเช่น ความตกลงเอฟทีเอไทยญี่ปุ่น ในเรื่องข้อบังคับการลดภาษีสินค้าสับปะรด ที่ญี่ปุ่นบังคับว่าจะลดภาษีให้เฉพาะสับปะรดที่มีน้ำหนักผลไม่เกิน 900 กรัม ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดและผู้ส่งออกไทย ที่ไม่นิยมใช้สิทธินี้ เพราะผลผลิตส่วนใหญ่ 90% ของผลผลิตทั้งหมด 2 ล้านตัน/ปีเป็นสับปะรดพันธุ์ที่มีผลใหญ่ สำหรับใช้ป้อนเป็นวัตถุดิบในโรงงาน มีสับปะรดบางพันธุ์เท่านั้นที่จะใช้สิทธิได้ เช่น สับปะรดภูแล เป็นต้น
เอฟทีเออาเซียนจีน ที่ได้ลดภาษีเป็น 0% ในสินค้าทุกชนิดแล้ว แต่จะต้องนำไปคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะในส่วนสินค้าเกษตรมีภาษีนี้ถึง 13% เมื่อนำไปคำนวณรวมกับราคาผลไม้ ทำให้ราคาผลไม้จากไทยสูงกว่าคู่แข่ง เช่นกล้วยไทยตันละ 800 เหรียญสหรัฐ แต่กล้วยฟิลิปปินส์แค่ 460 เหรียญสหรัฐ เป็นต้น หรือแม้แต่การกำหนดความยาวของก้านลำไยไม่เกิน 15 ซม. ที่ทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ
รวมไปถึงการกำหนดเงื่อนไขส่งสินค้าที่ต้องการใช้สิทธิลดภาษี จะต้องส่งผ่านเรือไปจีนโดยตรง ไม่แวะจอดท่าประเทศใด เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ เท่ากับไทยจะต้องส่งสินค้าจำนวนมาก และยังมีปัญหาด้านการออกใบรับรองด้านสุขอนามัยที่จีนใช้เป็นข้อกีดกันทางการค้า เป็นต้น
เอฟทีเอไทยอินเดีย ซึ่งปัจจุบันเจรจาลดภาษีสินค้ากลุ่มเร่งลดภาษีเพียง 82 รายการ นับตั้งแต่ปี 2547 เกิดปัญหากับเอกชนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่อ้างว่าไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ลดภาษีได้ หลังจากปรับเปลี่ยนระบบพิกัดศุลกากรมาใช้ระบบฮาร์โมไนซ์ 2007 ทำให้สินค้าบางชนิดที่มีการพัฒนานวัตกรรมการผลิตและเปลี่ยนรูปแบบ เช่น เครื่องรับโทรทัศน์เป็นจอแอลซีดี หรือตู้เย็นที่มีการแยกฝาช่องฟรีซ 23 ช่อง ไม่สามารถใช้สิทธิลดภาษีได้ เพราะไม่เป็นไปตามนิยมของระบบพิกัดศุลกากร ที่กำหนดว่าตู้เย็นต้องมีฝาเดียว เป็นต้น
ผลจากความติดขัดในการใช้ประโยชน์จากความตกลงเอฟทีเอ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถเปิดตลาดสินค้าได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ ขณะที่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าจำหน่ายในประเทศ และเกษตรกรกลับต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามา ทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร ซึ่งยังมีจุดอ่อนด้านการวางมาตรฐานป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภค และการให้ความรู้กับผู้บริโภคโดยตรง ที่จะต้องตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่มีความหลากหลายทั้งด้านราคาและคุณภาพ
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตระหนักถึงความสำคัญในจุดนี้ นอกเหนือจากการโปรยยาหอมแต่ด้านดีของการเปิดตลาดลดภาษีสินค้าภายใต้กรอบเอฟทีเอ
ดังนั้น ในการทบทวนการเจรจาเอฟทีเอ (รีวิว) หลังจากที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ไปแล้ว 35 ปี ซึ่งในปีนี้จะมีหลายกรอบการเจรจาที่จะเริ่มดำเนินการทบทวนการเจรจา เช่น เอฟทีเอไทยออสเตรเลีย ที่มีผลบังคับใช้ครบ 5 ปี นับจากปี 2548 เอฟทีเอไทยนิวซีแลนด์ ที่มีผลบังคับใช้ครบ 5 ปี เช่นกัน ซึ่งจะมีกำหนดทบทวนการเจรจาประมาณเดือนก.ค.นี้ ในประเด็นการเปิดตลาดสินค้าบริการ การใช้มาตรการปกป้องพิเศษ การจัดซื้อโดยรัฐบาล เป็นต้น
ดังนั้น รัฐบาลจึงควรใช้โอกาสนี้เจรจาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นทางออกให้กับภาคเอกชน ไม่เช่นนั้นการจัดทำเอฟทีเอมาทั้งหมดก็คงไม่มีความหมาย เพราะไม่สามารถเจาะตลาดสินค้าได้ตามเป้าหมายอย่างที่รัฐบาลพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีไว้







