
รมว.ไอซีทีปั้นไทยขึ้น‘สมาร์ตไทยแลนด์’
รมว.ไอซีที ดันไทยเป็นสมาร์ตไทยแลนด์ หวังใช้ไอทีเพิ่มคุณภาพชีวิต
รมว.ไอซีที ดันไทยเป็นสมาร์ตไทยแลนด์ หวังใช้ไอทีเพิ่มคุณภาพชีวิต
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เปิดเผยว่า ต้องการทำให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็น สมาร์ตไทยแลนด์ คือให้การใช้งานไอทีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งไม่ได้หมายถึงการให้บริการอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่จะครอบคลุมถึงการดำรงชีวิตของประชาชนและการบริหารงานในหน่วยงานภาครัฐ
สำหรับการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง คงต้องหารือร่วมกัน และทำงานในลักษณะเชิงบูรณาการ และการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้การดำเนินนโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ด้านการปิดเว็บไซต์ที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันเบื้องสูงนั้นเป็นสิ่งที่กระทรวงไอซีทีได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
นายธัชพล โปษยานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการโซลูชันด้านไอที เปิดเผยว่า ซิสโก้ฯ พร้อมสนับสนุนแนวนโยบายในการพัฒนาสมาร์ตไทยแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลใหม่ ตามแผนแม่บทไอซีที 2020 ในการพัฒนาประเทศ โดยสอดคล้องกับแนวคิดของซิสโก้ฯ ที่ต้องการพัฒนาเมืองต่างๆ ให้มีการเติบโตทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ซิสโก้ฯ มีแนวทางเกี่ยวกับการสร้างสมาร์ตแอนด์คอนเนกซิตี โดยเตรียมจะนำเสนอให้รัฐบาลใหม่รับทราบหลังจากมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว โดยจะผลักดันการพัฒนา 3 ส่วนหลัก คือ โครงข่ายที่ทำหน้าที่เชื่อมโยง ศูนย์ข้อมูล และบริการในรูปแบบเว็บเซอร์วิส โดยในประเทศไทยมี 6 เมืองหลักที่มีศักยภาพพัฒนาได้ คือ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สงขลา ขอนแก่น เชียงใหม่ และชลบุรี ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรเกินกว่า 1 ล้านคน
“สมาร์ตซิตีจะต้องลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา การสาธารณสุขและการรับบริการจากรัฐ ซึ่งแนวทางการลงทุนรัฐอาจร่วมมือกับเอกชนเพื่อทำให้โครงการเกิดได้เร็วขึ้น” นายธัชพล กล่าว
นอกจากนี้ ซิสโก้ฯ ยังเตรียมผลักดันให้โครงการบรอดแบนด์แห่งชาติซึ่งได้กำหนดเป็นนโยบายแห่งชาติไปแล้ว มีการนำไปปฏิบัติโดยเร็ว ซึ่งล่าสุดได้มีการศึกษาแนวทางในการร่วมมือทั้งที่เกี่ยวกับผู้ให้บริการของรัฐ เช่น บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม รวมถึงหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่มีโครงข่าย และบริษัทเอกชนที่อยู่ใต้สัญญาสัมปทาน ต้องรอให้รัฐบาลสรุปเป็นแนวทางที่ชัดเจน แต่ถ้าเกิดขึ้นได้จะช่วยประหยัดเงินลงทุนที่ซ้ำซ้อนเรื่องโครงข่ายได้อีกหลักแสนล้านบาท
นายธัชพล กล่าวต่อไปว่า สำหรับผลประกอบการของซิสโก้ ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ 2553 จบที่เดือน ก.ค.) ซิสโก้มีการเติบโตขึ้น 36% โดยมาจากภาครัฐที่มีการขยายโครงข่ายเชื่อมระหว่างหน่วยงาน 25% ภาคโทรคมนาคมมีการลงทุนโครงข่ายใหม่ เติบโตขึ้น 85% และยังมีกลุ่มสาธารณสุขและการศึกษาด้วย







