
ความกลัวพีกชั่วคราว
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์
โดย..พิชัย เลิศสุพงษ์กิจ
ท่ามกลางความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปอาจเผชิญภาวะถดถอย หลัง S&P ปรับลดอันดับเครดิตสหรัฐเหลือ AA+ ขณะที่วิกฤตหนี้ยุโรปมีทีท่าว่าจะลุกลามออกไป
ดัชนี S&P 500 ดิ่ง 6.7% ในวันจันทร์รับข่าวการลดอันดับเครดิตของสหรัฐ แต่เด้งแรง 4.7% ในวันอังคารรับข่าวเฟดประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์จนถึงกลางปี 2556 เป็นอย่างน้อย และพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหากจำเป็น
ดัชนีทรุดอีก 4.4% ในวันพุธ หลังมีข่าวลือเรื่องประเทศและสถาบันการเงินฝรั่งเศสอาจถูกลดอันดับเครดิต อย่างไรก็ดี S&P 500 ดีดกลับ 5.2% ในสองวันสุดท้ายของสัปดาห์ หลังสถาบันจัดอันดับเครดิตออกมายืนยันอันดับเครดิต AAA ของฝรั่งเศส ขณะที่ซอคเจนธนาคารอันดับ 2 ของฝรั่งเศสออกมาปฏิเสธข่าวลือ นอกจากนั้นตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาด มีส่วนช่วยบรรเทาความวิตกเรื่องเศรษฐกิจถดถอย โดยตัวเลขผู้ขอรับสิทธิประโยชน์จากการตกงานลดลงเกินคาด ขณะที่ยอดขายปลีกโตดีเกินคาด ตลอดสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ติดลบไปเพียง 1.7%
การแกว่งตัวแรงของตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปได้สร้างความผันผวนอย่างหนักต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงหุ้นไทย หลังนักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์ จากนั้นโยกเงินไปยังสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ดันราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดแถว 1,800 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
ขณะที่อัตราผลตอบแทนตามราคาตลาดพันธบัตรสหรัฐ (Treasury Yield) แตะจุดต่ำสุด (Yield จะวิ่งสวนทางกับราคาพันธบัตร) โดยรุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.0346% ทั้งๆ ที่สหรัฐถูกปรับลดอันดับเครดิต
มองไปข้างหน้า สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นยังคงเผชิญความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจถดถอยซ้ำซ้อน โดยเฉพาะในยุโรป หากสถาบันการเงินต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธา อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่า ความกลัวน่าจะพีกไปแล้วสำหรับตลาดหุ้น แม้ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ราคาหุ้นที่ร่วงแรงในช่วง 23 สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มทำให้หุ้นส่วนใหญ่อยู่ในข่าย “ถูกคุ้มเสี่ยง” แล้ว
กล่าวได้ว่า ความไม่แน่นอนสูงทางเศรษฐกิจ และความกลัวได้บดบังมูลค่าพื้นฐานของบริษัท กรณีตลาดหุ้นนิวยอร์ก นับจากวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา บริษัทในดัชนี S&P 500 รายงานกำไรต่อหุ้นไตรมาส 2 เติบโตถึง 17% โดย 3 ใน 4 ของบริษัทเหล่านี้ รายงานกำไรดีเกินคาด
ขณะที่นักลงทุนทั่วไปลดการถือครองหุ้น ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่อยู่ใน S&P 500 ซึ่งอยู่ในฐานะอินไซเดอร์ที่รู้มูลค่าหุ้นตัวเองเป็นอย่างดี กลับทำตรงข้ามด้วยการซื้อหุ้น หลังมูลค่าหุ้นสหรัฐลงมาซื้อขายกันต่ำกว่าระดับเฉลี่ยในรอบ 50 ปี ถึง 25%
การเข้าซื้อหุ้นตัวเองของบรรดาอินไซเดอร์รอบนี้ นับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552 ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของตลาดหุ้นสหรัฐในรอบ 12 ปี
กรณีไทยนั้น แม้ความเสี่ยงภายนอกจะสูง แต่เศรษฐกิจไทยน่าจะประคองตัวไปได้ เนื่องจากฐานะการเงินอยู่ในเกณฑ์แข็งแรง ระดับหนี้สินโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ต่ำ กล่าวคือ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่แถว 41% เศษ จึงมีช่วงว่างมากพอให้รัฐบาลใหม่กู้เพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และชดเชยภาคส่งออกที่จะถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มซึมยาว
ส่วนระดับหนี้สินต่อทุนของ บจ.ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินอยู่ที่ราว 1 เท่า จึงทนแรงเสียดทานจากความเสี่ยงที่เศรษฐกิจชะลอยาวได้ ด้านกระแสเงินสดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากไม่มีโอกาสในการลงทุนดีๆ เข้ามา บริษัทคงจะเลือกจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นหรือซื้อหุ้นคืนบางส่วน (ในกรณีที่ราคาหุ้นตกต่ำกว่าพื้นฐานมากๆ)
แม้นโยบายรัฐบาลใหม่จะถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่สุทธิแล้วเป็นบวกต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จะช่วยดึงให้มูลค่าหุ้นไทยดู “ถูก” ลงอีก ส่วนนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ ผ่านการเพิ่มรายได้และเพิ่มการลงทุนจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทที่เน้นตลาดในประเทศ น่าจะมั่นคงกว่าของหุ้นที่พึ่งพิงกำลังซื้อจากตลาดโลก
ขณะที่ราคาหุ้นถูก ความเสี่ยงจากต่างประเทศฉุด หุ้นไทยส่วนใหญ่ยังคงทยอยรายงานกำไรไตรมาส 2 ออกมาดีเกินคาด นักวิเคราะห์จะทยอยปรับประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายขึ้นอีก แม้กำไรอาจถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลกซึม แต่ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) จะดีขึ้นสู่ระดับ 18% ส่วนค่าพีอีกลับถอยลงมาซื้อขายกันต่ำกว่า 12 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา การปรับฐานของตลาดหุ้นรอบนี้จึงเป็นโอกาสทยอยซื้อสะสม โดยเน้นหุ้นธนาคาร (SCB, BBL, KTB) มือถือ (DTAC) ค้าปลีก (CPALL, BIGC) โรงพยาบาล (BGH) อาหาร (TUF) เป็นต้น







