
QE3 ทางเลือกหรือทางรอดของสหรัฐ?
สหรัฐเป็นประเทศที่มีการบริโภคด้วยการนำเข้าจากต่างประเทศมากที่สุดในโลก โดยปี 2553
สหรัฐเป็นประเทศที่มีการบริโภคด้วยการนำเข้าจากต่างประเทศมากที่สุดในโลก โดยปี 2553
โดย..นพ.กฤธรัตน์ หิรัณยศิริ
มีการนำเข้าถึง 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (สินค้าและบริการนำเข้ามากกว่าส่งออก) ถึง 5.61 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจุบันสหรัฐมีหนี้สาธารณะ (ภาครัฐ) สูงที่สุดในโลก คือ 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 95 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งถือว่าเมื่อเทียบสัดส่วนแล้วยังน้อยกว่าอีกหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น กรีซ อิตาลี สิงคโปร์ ฯลฯ แต่ก็ถือว่าเป็นภาระที่หนักของสหรัฐอยู่ไม่น้อย เพราะเฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียวที่สหรัฐต้องจ่ายต่อปีนั้นมีสูงถึงประมาณ 412,517 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังไม่นับภาระผูกพันของกองทุนสวัสดิการสังคมและประกันสุขภาพอีกจำนวนมหาศาลที่กำลังจะกลายเป็นระเบิดทางเศรษฐกิจในอนาคตแน่นอน
Quantitative Easing (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐจึงไม่ได้ผล เพราะไม่ว่าจะเป็น QE1 ที่ธนาคารกลางพิมพ์ธนบัตรออกมา 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อซื้อหนี้เสียธนาคาร หรือการออกมาตรการ QE2 ที่ธนาคารกลางพิมพ์ธนบัตรออกมาอีก 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แทรกแซงซื้อตลาดพันธบัตรให้มีราคาสูงเพื่อให้อัตราผลตอบแทนต่ำลงไม่น่าลงทุนนั้น ก็เพื่อหวังว่าการพิมพ์เงินมโหฬารถึง 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จะส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐไปปล่อยกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศนั้น
กลับกลายเป็นว่าเงินเหล่านั้นได้ไหลออกไปนอกประเทศเป็นส่วนใหญ่ เพื่อแปลงเป็นเงินและสินทรัพย์ในสกุลเงินอื่น เพราะต่างก็เล็งเห็นทั่วโลกพร้อมๆ กันแล้วว่าเงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่าลงทั่วโลก ด้วยเหตุนี้การว่างงานในสหรัฐจึงไม่ได้ผลมากนักเทียบกับเม็ดเงินที่ลงไปอย่างมหาศาลเช่นนี้ และดูเหมือนว่าธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณจะเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐรอบใหม่ ซึ่งแนวโน้มก็คือการออกมาตรการ QE 3 ซึ่งอาจสูงถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เข้าไปซื้อตลาดพันธบัตรระยะยาวในตลาดอีก โดย พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล พยายามให้ความเห็นไปยังรัฐบาลให้ออกมาตรการพิมพ์ธนบัตรให้มากกว่าเดิม เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ผลถึงประมาณ 810 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ดังนั้น นักลงทุนผู้กู้หนี้เงินสกุลเหรียญสหรัฐในเวลานี้จึงมีแนวโน้มกำไรอัตราแลกเปลี่ยนสูง และนักลงทุนที่มีเงินเหรียญสหรัฐเก็บเอาไว้ก็คงรีบเอาออกมาขายให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ด้อยค่าไปมากกว่านี้ กองทุนต่างชาติที่หัวใสกว่านั้นก็คงจะกู้เงินเหรียญสหรัฐ (ที่กำลังด้อยค่าลง) เอามาแปลงเป็นเงินบาทหรือสกุลเงินอื่น โดยแปลงเป็นพันธบัตร ตราสารหนี้ เพื่อเก็งกำไรทั้งจากค่าเงินและการปั่นหุ้น ซึ่งก็จะเป็นการเร่งทำให้สกุลเงินอื่นๆ แข็งเร็วขึ้นไปอีก
บทวิเคราะห์ทางเทคนิค
ราคาทองคำเริ่มปรับฐานในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา หลังจากที่ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,805 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และมีแรงเทขายออกมาโดยตลอด โดยที่สัญญาณ RSI ก็เป็นสภาวะซื้อเกินอย่างมาก ทำให้เกิดแรงเทขายทำกำไรจนทำให้ราคาทองคำร่วงลงมา ตั้งแต่วันพุธ วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จนไปทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,722 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ โดยประมาณ และกลับมาปิดที่ระดับ 1,742 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
สัญญาณทางเทคนิคระยะสั้นเป็นสัญญาณลบ เกิดแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง โดยที่มองว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับฐานต่อ โดยมีแนวต้านที่ระดับ 1,752 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และมีแนวรับที่ระดับ 1,720 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และมีแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,700 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ คาดว่าในวันจันทร์และอังคารที่จะถึง ราคาน่าจะมีการปรับฐานอย่างต่อเนื่องได้ แต่น่าจะลดความร้อนแรงลงมา การซื้อเกินกลับสู่สภาวะปกติ นักลงทุนจึงจำเป็นที่จะต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจช่วงนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลที่จะทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นและลงได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับ Silver ราคาไม่ค่อยเคลื่อนตัวนัก เนื่องจากอยู่ในช่วงของการปรับฐาในระยะยาว คาดว่าราคาน่าจะเคลื่อนตัวอยู่ในช่วง 37.8040 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ โดยราคา Silver น่าจะเคลื่อนตัวในช่วง Sideway Up อย่างช้าๆ ก่อนจะ Brakeout เป็นขาขึ้นได้ แนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตให้ดีในช่วงการปรับฐานของราคาทองคำ เริ่มเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับนักลงทุนในระยะกลางและระยะยาว ให้ทยอยเข้าช้อนซื้อสะสมอย่างช้าๆ ขอให้โชคดีในการลงทุน







