posttoday
เซียนชี้ฝรั่งทิ้งไม่นานหุ้นดิ่งซื้อ

เซียนชี้ฝรั่งทิ้งไม่นานหุ้นดิ่งซื้อ

13 สิงหาคม 2554

โบรกเกอร์ขาใหญ่ประสานเสียงหุ้นไทยดิ่งแรงเป็นโอกาสเข้าซื้อ เหตุ บจ.แข็งแกร่งวิกฤตไม่รุนแรง มั่นใจปลายปีได้เห็น 1,200 จุด

โบรกเกอร์ขาใหญ่ประสานเสียงหุ้นไทยดิ่งแรงเป็นโอกาสเข้าซื้อ เหตุ บจ.แข็งแกร่งวิกฤตไม่รุนแรง มั่นใจปลายปีได้เห็น 1,200 จุด

นายปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงช่วงนี้ เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นด้วยความตื่นตระหนก (Panic Sell) แต่พื้นฐานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยยังแข็งแกร่ง มีหนี้สินต่อทุนเฉลี่ยไม่เกิน 1 เท่า

ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐยุโรปรอบนี้ จะไม่รุนแรงเหมือนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และเมื่อตลาดซึมซับข่าวร้ายไปเรียบร้อยแล้ว ต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้งทำให้ยังคงเป้าดัชนีปลายปีที่ 1,200 จุด

“รอบนี้ไม่น่ากลัวเหมือนช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ตอนนี้ตลาดตกใจเป็นครั้งๆ และกดดันให้ดัชนีการลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนของต่างประเทศเข้าสู่ช่วงซบเซา (แบร์มาร์เก็ต) แต่ในส่วนของเอเชียอาจจะโดนหางเลขทำให้ตลาดหุ้นผันผวนกรอบแคบถึงปรับขึ้นไปอีก 12 เดือน และดัชนีคงไม่หลุด 1,000 จุด แต่เมื่อตลาดหายตกใจเชื่อว่าเงินลงทุนที่ไหลออกไปก็จะไหลกลับเข้ามาในตลาดอีกครั้ง” นายปรัชญา กล่าว

นายวิชัย ทองแตง นักลงทุนรายใหญ่ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยร่วงลงอย่างหนักในช่วง 34 วันที่ผ่านมา เป็นการตื่นตระหนกของนักลงทุนไทยที่แห่ขายตามต่างชาติ ทั้งที่โดยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทยยังทำกำไรและจ่ายปันผลในระดับที่ดี การที่ตลาดหุ้นถูกเทขายไม่ได้เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของประเทศ ดังนั้นจึงแนะนำให้เลือกซื้อเป็นรายตัว โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มบลูชิป

“คนไทยขายตามฝรั่ง มันย่อมมีผลต่อภาพรวมตลาด แต่ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทมีปัญหา แต่ละแห่งผลงานออกมาดี ดังนั้นนี่บ้านเรา ประเทศเรา อย่าตกใจมาก เลือกเล่นเป็นรายตัวไป” นายวิชัย กล่าว

ด้าน บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในกรณีที่เลวร้ายไม่น่าจะหย่อนลงต่ำกว่าพีอี 11.512 เท่ามากนัก หรือที่ระดับ 1,000-1,048 จุด ซึ่งเป็นสถิติที่เกิดขึ้นบ่อยในภาวะที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย หรือในกรณีเลวร้ายสุดพีอี 11 เท่า หรือที่ระดับ 970-980 จุดน่าจะเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่เจริญเติบโตจากเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก มีส่วนต่าง (อัพไซด์) จากราคาเหมาะสมมากกว่า 20% มีเงินปันผลทั้งปีไม่ต่ำกว่า 4.5% และเป็นหุ้นที่มีค่าความผันผวนต่ำกว่าตลาด (Low Beta) เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) เป็นต้น 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท