
หนุนรัฐใช้เงินปิโตรฯ
ตั้งกองทุนอุ้มเอสเอ็มอีแก้ขัดรับมือขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ300บ.
ตั้งกองทุนอุ้มเอสเอ็มอีแก้ขัดรับมือขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ300บ.
หนุนใช้เงินค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ตั้งกองทุนอุ้มธุรกิจเอสเอ็มอี ลดผลกระทบขึ้นค่าจ้าง 300 บาท
นายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า แนวนโยบายของกระทรวงการคลังที่ต้องการให้นำค่าภาคหลวงที่เรียกเก็บจากผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมไปตั้งกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาทนั้น ในหลักการค่าภาคหลวงที่เรียกเก็บแต่ละปีจะต้องนำส่งเข้าคลัง เพราะถือเป็นรายได้ของแผ่นดิน ดังนั้นกระทรวงการคลังสามารถนำเงินเหล่านั้นไปตั้งเป็นกองทุนอะไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ
ที่ผ่านมารายได้จากค่าภาคหลวงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตปิโตรเลียมที่ขุดเจาะได้ ตลอดจนราคาน้ำมัน โดยปีงบประมาณ 2554 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2553-ก.ค. 2554 สามารถจัดเก็บค่าภาคหลวงได้แล้ว 4.71 หมื่นล้านบาท ถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 4.6 หมื่นล้านบาท และเมื่อเทียบกับการจัดเก็บค่าภาคหลวงตลอดปี 2553 ที่จัดเก็บได้ 4.2 หมื่นล้านบาท ก็มีอัตราที่มากกว่า
ปัจจัยบวกที่ทำให้ค่าภาคหลวงมีจำนวนเพิ่มขึ้น เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน ส่วนกำลังการผลิตในขณะที่กำลังการผลิตปิโตรเลียมจากน้ำมันดิบปีนี้น้อยกว่าปีก่อนอยู่ที่ระดับ 1.3 แสนบาร์เรล/วัน และก๊าซธรรมชาติวันละ 3,300 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน
อย่างไรก็ตาม คาดการณ์รายได้จากการจัดเก็บค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียมในปีนี้จะอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ระดับ 1.3 แสนล้านบาท
“รัฐบาลจะนำค่าภาคหลวงไปใช้ทำอะไรก็ได้ เพราะถือเป็นเงินแผ่นดินจัดอยู่ในงบประมาณ ขึ้นอยู่กับว่าจะตั้งงบเบิกมาใช้ในเรื่องใด เหมือนกับรัฐบาลชุดก่อนที่มีแนวคิดจะนำค่าภาคหลวงมาใช้ในการอุ้มราคาน้ำมันและก๊าซ” นายทรงภพ กล่าว
นายทรงภพ กล่าวถึงแผนงานที่เตรียมเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ว่า จะรายงานสถานการณ์ปิโตรเลียมของประเทศให้รับทราบ รวมทั้งเสนอให้เปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ เพื่อกระตุ้นการลงทุนและหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ รองรับความต้องการใช้ในอนาคต







