
โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ได้เวลาขาขึ้นโทร.มือถือ
DTAC ยังคงมุ่งเน้นรักษาฐานลูกค้าในปีนี้ และเตรียมลงทุนพัฒนาเครือข่ายรองรับ 3G ตั้งเป้าชิงเบอร์1 สมาร์ตโฟนให้ได้ แนะ "ซื้อ"
DTAC ยังคงมุ่งเน้นรักษาฐานลูกค้าในปีนี้ และเตรียมลงทุนพัฒนาเครือข่ายรองรับ 3G ตั้งเป้าชิงเบอร์1 สมาร์ตโฟนให้ได้ แนะ "ซื้อ"
แม้ว่าไร้ความคืบหน้าของกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคม ทั้งความชัดเจนของการประมูลใบอนุญาตโทร.มือถือระบบ 3G บนคลื่น 2.1 GHZ การแปรสัมปทานและการตรวจสอบการแก้ไขสัญญาในอดีต แต่ “ทอเร่ จอห์นเซ่น” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) มีมุมมองว่า ปีนี้อุตสาหกรรมโทร.มือถือเข้าสู่ยุคแห่งการเติบโต ภายหลังที่เงียบเชียบมานานหลายปี
ทิศทางสำหรับ DTAC ในปีนี้จะยังมุ่งเน้นการรักษาฐานลูกค้าคุณภาพตามแนวทาง Micro Segmentation และการบริหารควบคุมค่าใช้จ่าย รวมถึงการทำตลาดสมาร์ตโฟน และการสร้างรายได้จากบริการเสริมสำหรับการพัฒนาบริการ 3G โดยจะหาแนวทางในการนำคลื่นความถี่ 850 MHZ มาใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดระหว่างที่ยังไม่มีใบอนุญาต 3G บนคลื่น 2.1 GHZ
ปีนี้ DTAC ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ที่ 7-9% จากปี 2552 ที่มีรายได้ 6.57 หมื่นล้านบาท และคาดว่าอุตสาหกรรมจะมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นสุทธิ 3-4 ล้านเลขหมาย และบริษัทจะรักษาส่วนแบ่งการตลาดให้ได้ และให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพของลูกค้าต่อเนื่องจากปี 2552
ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายรักษากระแสเงินสดอิสระ 1.6 หมื่นล้านบาท ผ่านการเพิ่มขึ้นของรายได้และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ได้ตั้งงบประมาณลงทุนไว้ 6,000 ล้านบาท โดยไม่รวมเงินลงทุนในการประมูลใบอนุญาต 2.1 GHZ โดยจะเป็นการลงทุนในเรื่องของเครือข่าย
DTAC ตั้งเป้าจะเป็นเบอร์ 1 ด้านบริการสมาร์ตโฟนในด้านบริการลูกค้าบุคคลที่เชื่อว่าจะสามารถแซงเบอร์ 1 อย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ไปได้ โดยเดือนมี.ค.จะออกกิจกรรมการตลาดที่ชัดเจนออกมา
ปี 2552 ที่ผ่านมา แม้ว่า DTAC ยังมีกำไรสุทธิและรายได้ลดลงจากปี 2551 คือ 6,628 ล้านบาท ลดลง 29% และ 6.5 หมื่นล้านบาท ลดลง 3% แต่ผลการดำเนินงานนับว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดและบริษัทคาดไว้
โดยเฉพาะผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2552 ที่รายงานกำไรสุทธิ 2,151 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.91 บาท สูงกว่าที่บรรดานักวิเคราะห์ในตลาดคาดไว้ถึง 1,800 ล้านบาท เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงมากถึง 47% จากไตรมาส 3 เนื่องมาจากมีการไถ่ถอนหุ้นกู้ 5,000 ล้านบาท และคืนหนี้ระยะยาว 800 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปีมีกำไรดีกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดไว้ 6,309 ล้านบาท
สถานการณ์ในไตรมาสสุดท้ายปี 2552 ดีขึ้นมาก ทำให้รายได้ไตรมาส 4 ของ DTAC เพิ่มขึ้น 4.5% จากไตรมาส 3 โดยส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ตโฟน โทร.มือถือแบล็คเบอร์รี่แซงทรูมูฟด้วยส่วนแบ่งการตลาด 25%
แม้ว่าต้องมีการปรับปรุงด้านบริการเพิ่มเติม ในไตรมาสนี้สามารถเพิ่มสมาชิกใหม่ในกลุ่มบัตรเติมเงินถึง 4.3 แสนเลขหมาย มากที่สุดในรอบปี ส่งผลให้ลูกค้าใหม่ทั้งปีเพิ่มขึ้น 1 ล้านราย
DTAC ได้ปรับนโยบายจ่ายปันผลเพิ่มจาก 30% เป็น 50% ของกำไรสุทธิ หรือจ่ายปันผลปีนี้ 1.39 บาท จากกำไรต่อหุ้น 2.80 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนปันผล 4.48%
“ทอเร่” ชี้แจงว่า บริษัทจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็นเพราะหนี้สินของบริษัทลดลงเหลือเพียงสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน 0.2 เท่า จึงเพิ่มสัดส่วนเงินปันผลให้ใกล้เคียงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยได้กันงบประมาณสำหรับลงทุนระบบ 3G ไว้แล้ว
ปี 2552 กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ DTAC |เพิ่มสูงกว่าที่คาดไว้ 1.2 หมื่นล้านบาท เป็น 1.43 หมื่นล้านบาท
ซิตี้กรุ๊ป ยังแนะนำซื้อหุ้น DTAC โดยให้ราคาเป้าหมาย 46 บาท จากกระแสเงินสดของบริษัทและสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ 14.4 เท่า ยังถูกกว่าราคาของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ด้วยสมมติฐานว่าบริษัทจะจ่ายคืนค่าสัมปทาน 50% ในปี 2553 ขณะที่เรื่องนี้ยังอยู่ในศาล ไม่มีความคืบหน้าที่จะส่งผลต่อราคาหุ้น 9.19 บาทต่อหุ้น
ราคาเป้าหมาย 46 บาท นับว่าแพงเทียบดัชนีหุ้นไทยปีนี้ที่มีสัดส่วนราคาต่อกำไรเพียง 12.5 เท่า (บนดัชนีเป้าหมาย 840 จุด) โดยมูลค่ากระแสเงินสดอิสระใช้ส่วนลดกระแสเงินสด 10.9 เท่า และการเติบโตจากภายใน 2% การให้ราคาสูงกว่าราคาดัชนีหุ้นเนื่องมาจากเป็นหุ้นที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ
ทั้งนี้ ความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นนี้อยู่ที่ระดับปานกลางจากปัจจัยดังต่อไปนี้
ประการแรก ต้องจ่ายค่าสัมปทานโทร.ให้ทีโอทีที่คดียังค้างในศาล
ประการที่สอง ราคาที่ต้องจ่ายในการแข่งขันด้านราคาในอุตสาหกรรมในปี 2548-2549
ประการที่สาม ความไม่แน่นอนในสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจที่จะส่งผลให้การใช้โทร.ชะลออย่างมีนัยสำคัญ







