
ตลท.ชี้ต่างชาติถล่มไม่แรง
ย้ำพื้นฐานไทยแข็งรอมาตรการสหรัฐ‘ทรีนีตี้’ทิ้ง1เดือน
ย้ำพื้นฐานไทยแข็งรอมาตรการสหรัฐ‘ทรีนีตี้’ทิ้ง1เดือน
หุ้นเหวี่ยงแรง ตลาดหลักทรัพย์ปลอดนักลงทุนรอบนี้แรงขายต่างชาติไม่แรงเท่าช่วงซับไพรม์
หุ้นทั่วโลกยังคงปั่นป่วน ฮ่องกงรูดลงแรง 5.66% ส่วนตลาดไทยผันผวนอย่างหนักตามดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า ระหว่างวันลงลึกถึง 44.81 จุด ก่อนเฮโลไล่ซื้อหุ้นภาคบ่ายกระชากขึ้นเหลือติดลบแค่ 6.24 จุด แต่สุดท้ายปิดตลาดดิ่งลงแรง 35.65 จุด คิดเป็น 3.31% ดัชนีหุ้นปิดที่ 1,042.54 จุด ท่ามกลางแรงซื้อขาย 63,606 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติขายหนัก 8,995 ล้านบาท และซื้อตราสารหนี้ 3,669 ล้านบาท
ทั้งนี้ นับจากวันที่ 5-9 ส.ค. ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ทรุดฮวบ 6.43 แสนล้านบาท หลังตื่นตกใจสหรัฐอเมริกาถูกลดเกรด
นายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการสายงานพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แรงขายของนักลงทุนต่างชาติรอบนี้คงไม่รุนแรงเท่ากับในช่วงวิกฤตซับไพรม์ เนื่องจากพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยแข็งแกร่งกว่าช่วงนั้นมาก โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร
“ตอนนี้ฝุ่นยังตลบ นักลงทุนเทขายหุ้นด้วยความตื่นตระหนกเพื่อปรับพอร์ตและถือเงินสด คงต้องรอดูอีก 2-3 วันว่าสหรัฐยุโรปจะมีมาตรการอะไร” นายวิรไท กล่าว
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ กล่าวว่า จากสถิติการลดอันดับเครดิตของประเทศในยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย รวม 9 ครั้ง จะมีแรงขายหุ้นเพื่อปรับพอร์ตนานประมาณ 2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้นหุ้นจะกลับมาบวก 3% และจะเพิ่มขึ้นถึง 8% ในช่วง 3 เดือน แต่การลดเครดิตของสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า คาดว่าจะมีแรงขายหุ้นเพื่อปรับพอร์ตนานประมาณ 1 เดือน
“ตอนนี้นักลงทุนต่างชาติจะต้องขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมาเพื่อล็อกกำไรก่อนที่จะมองหาแหล่งลงทุนใหม่ ทำให้ดัชนีหุ้นดิ่งลงแรง แต่คาดว่าจะใช้เวลาอันสั้น ยกเว้นว่าประเทศฝรั่งเศสที่มีอันดับเครดิต AAA จะถูกลดเครดิตลง” นายวิศิษฐ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มหุ้นที่ลดลงเป็นจังหวะเลือกซื้อหุ้นรายตัว โดยเน้นบริษัทที่มีพีอีข้างหน้า 8-9 เท่า และมีเงินปันผลสูง เช่น หุ้นธนาคารและหากตลาดโดยรวมลดลงจนถึงให้ผลตอบแทนต่างจากพันธบัตรถึง 7% จะดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุน
แหล่งข่าวจากผู้จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ขนาดใหญ่ เปิดเผยว่า ดัชนีไม่น่าจะหลุด 1,000 จุด โดยมองว่าหุ้นสถาบันการเงินและหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคยังน่าลงทุน ส่วนกลุ่มพลังงาน ราคาที่ปรับตัวลดลงก็ถือว่าน่าสนใจ
“กองทุนมีเงินสดอยู่ในมือก็สามารถเลือกหุ้นเข้าพอร์ตได้ จึงยังคงเป้าดัชนี 1,200-1,250 จุด ในสิ้นปีนี้” แหล่งข่าวเปิดเผย







