
อิเล็กทรอนิกส์เดี้ยง
ส่งออกสหรัฐ-ยุโรปกว่า50%ตลาดหุ้นไทยลงน้อยสุดเอเชีย
ส่งออกสหรัฐ-ยุโรปกว่า50%ตลาดหุ้นไทยลงน้อยสุดเอเชีย
หุ้นอิเล็กทรอนิกส์เจ็บหนัก เหตุส่งสินค้าไปขายสหรัฐยุโรปเกินกว่า 50% DELTA เซ็ง กำไร 6 เดือนหลังอาจต่ำกว่าครึ่งแรก
ตลาดหุ้นไทยเก่ง ดัชนีร่วงแค่ 1.39% นับว่าน้อยที่สุดในเอเชีย ซึ่งหลายตลาดดิ่งลงแรงกว่า 3% เพราะนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกมา 5,327 ล้านบาท แต่มีแรงซื้อของรายย่อยรับไว้ 5,641 ล้านบาท และมีแรงซื้อหุ้นใหญ่ในธนาคารพาณิชย์ แต่มีแรงขายหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทรุดยกแผง
นายสิทธิเดช ประเสริฐรุ่งเรือง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีการส่งออกไปยังสหรัฐและยุโรปรวมกันทั้งกลุ่มเกิน 50% ของสินค้าที่ผลิตได้ทั้งหมด จึงให้น้ำหนักกลุ่มนี้น้อยกว่าตลาด
ทั้งนี้ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ CCET ได้รับผลกระทบมากสุด เนื่องจากผลิตสินค้าปลายน้ำ ที่มีความจำเป็นต้องใช้น้อยสุด รองลงมาเป็นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือDELTA และบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA)
“กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะมีความต้องการน้อยลงและสินค้าที่ออกมามากเกินความต้องการทำให้ราคาขายต่อหน่วยลดลงด้วย ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นคงส่งผลกระทบในทางบัญชีเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่ป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว” นายสิทธิเดช กล่าว
สำหรับหุ้นกลุ่มอาหารแม้จะมีสัดส่วนส่งออกไปยังอเมริกาและยุโรปมาก แต่ได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากอาหารเป็นสินค้าพื้นฐานที่จำเป็นและยังมีความต้องการสูงมาก ขณะที่ราคาอาหารในตลาดโลกก็ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาบริษัทในกลุ่มอาหารทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายบริษัท เช่น บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ส่งออกอาหารไปอเมริกา 40% ยุโรป 30% แต่ปรากฏว่าราคาขายสินค้าต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 5 ไตรมาสติดต่อกัน ส่วนบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) มีรายได้จากต่างประเทศ 60% แต่ก็ไม่ได้รับผลกระทบ
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกลุ่มอาหารคาดว่าได้รับผลกระทบไม่มาก หากราคาหุ้นลดลงแรงแนะนำให้เข้าซื้อ โดยเฉพาะ CPF หากหลุด 30 บาท สามารถเข้าลงทุนได้
สำหรับกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังคือ กลุ่มท่องเที่ยวและยานยนต์ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด
น.ส.กุลวดี กวยาวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ DELTA กล่าวว่า ยอมรับว่ากังวลกับปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป ซึ่งเป็น 2 ตลาดหลักที่บริษัทส่งออกและหากครึ่งปีหลังเศรษฐกิจของทั้งสองตลาดยังไม่มีทีท่าดีขึ้น อาจทำให้ยอดสั่งซื้อของลูกค้าชะลอออกไปเป็นปีหน้า ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการครึ่งปีหลังต่ำกว่าครึ่งปีแรก จากปกติที่ครึ่งปีหลังจะดีกว่า
บริษัทพยายามขยายตลาดไปยังเอเชีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย มากขึ้น ส่วนเงินบาทแข็งค่าขึ้นไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทจะกระทบกำไรบริษัท 1% ในกรณีที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยง แต่เนื่องจากบริษัทป้องกันความเสี่ยงไว้แล้ว 70% จากการที่มีต้นทุนนำเข้าเป็นดอลลาร์และส่งออกรับเงินเป็นดอลลาร์ ส่วนที่เหลืออีก 30% ป้องกันความเสี่ยงไว้แล้ว
DELTA ประกาศงบไตรมาส 2 ปี 2554 มีกำไรสุทธิ 911 ล้านบาท ลดลง 21% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนงวด 6 เดือน มีกำไร 1,468 ล้านบาท ลดลง 36%







