
ใช้มนุษยธรรม แก้ปัญหาครูน้อย
...ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล
ในสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวคราวเกี่ยวกับครูน้อยผู้ที่ให้การอุปถัมภ์เด็กจากครอบครัวยากจนให้ได้ไปโรงเรียน ครูน้อยเป็นข่าวครั้งนี้ เพราะเป็นหนี้ที่ขอกู้เงินมาจากบุคคลหลายคนรวมถึง 8 ล้านบาท หนังสือพิมพ์ลงข่าวให้ข้อมูลเกี่ยวกับครูน้อยกันหลายฉบับ และรายการโทรทัศน์บางรายการก็นำครูน้อยไปออกรายการ ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมช่วยเหลือเด็กยากจนให้ได้เรียนหนังสือก็เป็นที่รู้กันโดยแพร่หลายแล้ว
สำหรับความเห็นในเรื่องหนี้สินของครูน้อยนั้น ส่วนใหญ่เห็นใจ แต่ก็มีบางคนที่ให้ความเห็นในลักษณะที่คลางแคลงใจ ผมเองรู้ถึงเรื่องของครูน้อยพอสมควร เนื่องจากศรัทธาในความเสียสละเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนให้ได้รับการศึกษา เคยจัดเงินช่วยเหลือครูน้อย เมื่อครั้งที่ทำงานที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยครั้งหนึ่ง และเมื่อทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง โดยบริจาคร่วมกับพนักงาน หลังจากนั้นก็บริจาคส่วนตัวอีกบ้าง โดยบริจาคด้วยความเต็มใจทุกครั้ง เพราะรู้อยู่ว่าเงินที่บริจาคไปนั้นจะได้ไปช่วยเด็กที่ยากจนให้ได้รับการศึกษา
เมื่อปรากฏเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าครูน้อยเป็นหนี้บุคคลต่างๆ อยู่เป็นจำนวน 8 ล้านบาทสิ่งแรกที่ครูน้อยทำก็คือ ขอโทษผู้บริจาคที่นำเงินบางส่วนที่ได้รับบริจาคไปชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยให้แก่นายทุนที่ให้กู้ยืมเงินมา นี่คือลักษณะของคนที่มีหิริโอตตัปปะ คือ รู้สึกละอายที่ทำในสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากเจตนาของผู้บริจาค
แต่ในความรู้สึกของผมที่เป็นผู้บริจาคคนหนึ่ง ไม่เห็นว่าครูน้อยมีเจตนาที่จะทำผิดแต่ประการใดเลย ครูน้อยทำไปเพราะความจำเป็นที่ต้องดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอด เพื่อจะช่วยเหลือเด็กต่อไป เงินกู้นั้นก็เป็นเงินกู้ที่ต้องตากหน้าไปขอกู้เขามา เพื่อให้เด็กมีอาหารกินและมีเบี้ยเลี้ยงติดมือไปเรียนหนังสือ ซึ่งจำเป็นต้องทำ เมื่อเงินที่ได้รับบริจาคมาหมดไป ครูน้อยไม่เคยนำเงินที่ได้รับบริจาคหรือที่กู้มาไปใช้ส่วนตัวแต่อย่างใด ใครได้เห็นเท้าของครูน้อยที่บวมเป่งและไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด เพราะต้องใช้เงินที่มีเป็นค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนของเด็กก่อน ก็จะเข้าใจได้เองว่าครูน้อยไม่เคยเอาเงินจากการบริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวเลย
ครูน้อยอาจจะบกพร่องไปบ้างที่ไม่วางแผนการใช้เงินบริจาคให้เหมาะสมกับจำนวนค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือเด็ก จนในที่สุดต้องไปกู้ยืมมา แต่ใครจะรู้ได้ว่ากระแสการบริจาคที่เคยมีมากพอควรในยามเศรษฐกิจดี จะลดลงจนไม่เพียงพอเมื่อเศรษฐกิจซบเซา เด็กที่เข้ามาอยู่ในความอุปถัมภ์แล้ว จะเลิกให้การอุปถัมภ์ก็ทำไม่ให้ จนในที่สุดต้องตัดสินใจเสี่ยงด้วยการกู้เงินจากนายทุนที่คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงถึงะ 20% ต่อเดือน หรือ 240% ต่อปี คนที่สังคมน่าจะตำหนิมากกว่าก็คือ คนที่ให้กู้โดยคิดดอกเบี้ยมหาโหดแก่ผู้ที่เสียสละแก่เด็กผู้ด้อยโอกาสเช่นนี้
ผู้ให้กู้รายหนึ่งพูดในลักษณะที่ไม่มีความเห็นใจเลย โดยอ้างว่า ครูน้อยมีที่ดินอยู่ที่ปราจีนบุรีถึง 72 ไร่ เหมือนกับว่าต้องการจะให้นำที่ดินมาชดใช้หนี้ ผมไม่ทราบว่าครูน้อยมีที่ดินจำนวนดังกล่าวจริงหรือไม่ ถ้ามีจริงก็อาจจะถูกนำไปขายฝากกับเจ้าหนี้บางรายไปแล้ว ผมภาวนาให้ครูน้อยมีที่ดินจริงๆ และไม่ต้องถูกนำไปขายฝากหรือชำระหนี้แก่ใคร จะได้มีสมบัติเหลือไว้ยามแก่ชราบ้างเสียสละมาหลายสิบปีแล้ว จะไม่ให้เหลืออะไรไว้บ้างเลยหรือไร?
ผมดีใจที่ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ เข้าไปช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยกับเจ้าหนี้ เพื่อให้งดเก็บดอกเบี้ยในอัตรามหาโหด และให้ทยอยชำระเฉพาะส่วนที่เป็นเงินต้น และดีใจที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยินดีที่จะเข้ามารับภาระให้ความอุปถัมภ์แก่เด็กยากจนที่บ้านครูน้อย ซึ่งจะช่วยลดภาระที่จะต้องใช้เงินวันละไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท หรือเดือนละไม่ต่ำกว่า 1.2 แสนบาท ออกไปจากบ่าของครูน้อยเสียที แต่ขณะนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่า พม.จะปฏิบัติตามที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวหรือไม่ เพราะผมได้ทราบว่าเคยมีนักการเมืองไปเยี่ยมครูน้อยหลายคนแล้ว และต่างก็รับปากที่จะให้หน่วยงานของรัฐเข้ามาช่วยดูแลเพื่อลดภาระของครูน้อย แต่ไม่เคยทำได้จริงสักครั้ง
มีคนเล่าว่าเป็นเพราะมีกฎระเบียบหลายอย่างที่ไม่สามารถเข้ามาให้การช่วยเหลือบ้านครูน้อยได้ กฎระเบียบนั้นมนุษย์เขียนขึ้นทั้งนั้น ถ้าปรับกฎระเบียบโดยยึดหลักมนุษยธรรม ก็น่าจะทำได้สำหรับการช่วยเหลือคนยากไร้ในลักษณะนี้ แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่า พม.จะกล้าปรับกฎระเบียบเพื่อการนี้หรือไม่ ยิ่งได้ยินท่านรัฐมนตรีปรารภว่า “มูลนิธิที่ให้การช่วยเหลือในลักษณะนี้มีอยู่มาก ไม่เห็นมีมูลนิธิใดที่เป็นหนี้สินขนาดนี้” ยิ่งทำให้ผมไม่แน่ใจว่า กระทรวงจะเข้าช่วยครูน้อยจริงๆ อยากจะเรียนท่านรัฐมนตรีว่า ภาระของครูน้อยนั้นเดือนละ 1.2 แสนบาทขึ้นไป หรือปีละประมาณ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป ถ้าขอยืมเงินก้อนนี้โดยต้องจ่ายดอกเบี้ย 20% ต่อเดือน หรือ 240% ต่อปี โดยครูน้อยต้องใช้วิธีกู้เงินจากรายใหม่ไปจ่ายดอกเบี้ย
รายเก่า เมื่อครบ 1 ปี หนี้จะพอกพูนขึ้นเป็น 4.1 ล้านบาท และถ้ากู้ต่อไปอีก 6 เดือน หนี้จะเพิ่มพูนขึ้นเป็น 9.02 ล้านบาท ครูน้อยพลาดที่กู้เงินโดยต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงเช่นนี้ แต่เป็นความผิดพลาดที่ไม่อยากให้เด็กที่ต้องเรียนอดอยากและขาดเรียน เป็นข้อผิดพลาดที่ควรได้รับการเห็นใจและช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง
ตำรวจเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยกับนายทุนเงินกู้เพื่อผ่อนหนักเป็นเบาแล้ว ขอพม. ช่วยรับภาระการอุปถัมภ์เด็กยากจนให้พ้นอกของครูน้อยอย่างจริงจังเถิด เพื่อไม่ให้หนี้สินเพิ่มขึ้นอีก สำหรับเรื่องหนี้สินที่ค้างอยู่ถ้าคำนวณย้อนหลังก็จะเห็นว่า ผู้ให้กู้หลายรายได้รับดอกไปท่วมท้นแล้ว ก็น่าจะเป็นเรื่องที่อะลุ่มอล่วยกันได้ คนไทยด้วยกันแท้ๆ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า







