
กรุงไทยซ่อนขุมทรัพย์อื้อ 2 ประกัน-บลจ.เข้าตลาดหุ้น
1 ใน 8 มาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย ก็คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้มากที่สุด พร้อมกำหนดกรอบการทำงานอย่างชัดเจนว่าในไตรมาสแรกปีนี้ จะเริ่มกระบวนการนำบริษัทลูกหรือหน่วยธุรกิจใหม่ของรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายใหญ่หนีไม่พ้นธนาคารกรุงไทย (KTB)
ทั้งนี้ เพราะธนาคารแห่งนี้มียอดเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมสุทธิสูงถึง 7,279.62 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2552 และหากมีการเจาะลึกถึงไส้ใน ก็จะพบว่ามีหลายบริษัทคุณสมบัติพร้อมจะเข้าจดทะเบียนได้ หากนโยบายเปิดไฟเขียวให้ดำเนินการ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลในการพัฒนาตลาดทุนไทย หรือว่าจะเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับรัฐบาล ในสถานการณ์ที่มีค่าใช้จ่ายประจำสูงลิ่ว
สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาว่าบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่นั้น มีธุรกิจใดหรือบริษัทใดบ้างที่มีฐานะ และมีความพร้อมที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะเชิญตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเข้ามาร่วมด้วย
“
คณะทำงานนี้จะทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดและเชิงลึกว่าธุรกิจไหนพร้อมบ้าง รวมถึงจะลงลึกในรายละเอียดว่ากระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นของรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นแม่ของบริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะมีรายได้จากการนำส่งกำไรของการขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปอย่างไรบ้าง ซึ่งก็น่าจะเป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐได้” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวทางด้านแหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า บริษัทในเครือธนาคารกรุงไทยที่มีความเป็นไปได้ในการเข้าตลาดหุ้นหลายแห่ง นอกจากบริษัท กรุงไทย แอกซ่า ประกันชีวิต แล้ว บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย ก็มีคุณสมบัติพร้อม และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย ก็แสดงความสนใจที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเช่นกัน แต่จะต้องนำเรื่องเข้าหารือภายในคณะกรรมการก่อน
อย่างไรก็ตาม ที่มีกระแสข่าวว่าบริษัท กรุงไทยธุรกิจบริการ และบริษัท กรุงไทยคอมพิวเตอร์ เซอร์วิสเซส จะเข้าตลาดหุ้นด้วยนั้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะบริษัท กรุงไทยคอมพิวเตอร์ฯ ให้บริการเฉพาะธนาคารกรุงไทยเท่านั้น ไม่มีลูกค้ารายอื่น
สมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า แม้บลจ.กรุงไทย จะมีความพร้อมเข้าจดทะเบียนได้ แต่ในฐานะผู้บริหารบริษัทมองว่า บริษัทไม่มีความจำเป็นที่จะต้องระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ เพราะการทำธุรกิจของบลจ. ไม่ได้ขยายงานเหมือนธุรกิจประเภทอื่นๆ เช่น ธุรกิจหลักทรัพย์ที่มีธุรกิจเพิ่มเติมจะต้องมีเงินกองทุนรองรับ
ปัจจุบันบลจ.กรุงไทย มีเงินทุนชำระแล้ว 200 ล้านบาท เพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจและไม่มีพอร์ตการลงทุน จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มเติม อีกทั้งการทำธุรกิจของบลจ. คือการบริหารจัดการกองทุนประเภทต่างๆ ไม่ได้ใช้เงินลงทุนของตัวเอง แต่เป็นการระดมทุนหรือเสนอขายหน่วยลงทุนให้แก่นักลงทุนสำหรับกองทุนรวม เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะเปิดให้พันธมิตรมาถือหุ้นบลจ.กรุงไทยหรือไม่นั้นคงขึ้นอยู่กับธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายเดียวของบริษัท
สำหรับผลการดำเนินงานย้อนหลังของบลจ.กรุงไทย ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 2552 มีกำไรสุทธิ 36.88 ล้านบาท หรือ 1.84 บาทต่อหุ้น ปี 2551 กำไรสุทธิ 20.44 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.02 บาท และปี 2550 กำไรสุทธิ 69.24 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 3.46 บาท







