posttoday
มองภาพอนาคตประเทศไทย 10 ปีข้างหน้า ต้มยำกุ้งน้ำโขง

มองภาพอนาคตประเทศไทย 10 ปีข้างหน้า ต้มยำกุ้งน้ำโขง

15 กุมภาพันธ์ 2553

...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันคลังสมองแห่งชาติได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ภาพอนาคตประเทศไทยปี 2562 ผมเห็นว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ในวงกว้าง จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง

ก่อนเริ่มประชุม ทางสถาบันได้สรุปว่าการสัมมนา 3 ครั้งที่ผ่านมา ในปี 2552 ได้ภาพอนาคตประเทศไทย 10 ภาพ อย่างไรก็ดีเพื่อให้ง่ายต่อการนำเสนอต่อสาธารณะ จึงเรียบเรียงใหม่ให้เหลือเพียง 3 ภาพ อันได้แก่ 1) ต้มยำกุ้งน้ำโขง 2) น้ำพริกปลาทู และ 3) เกาเหลาไม่งอก

สัปดาห์นี้ขอเล่าในส่วนของ “ต้มยำกุ้งน้ำโขง” ก่อนครับ โดยขอเลือกนำเสนอเฉพาะในส่วนของภาพที่มีความเป็นไปได้และภาพที่อยากเห็น ดังนี้

สถานการณ์ภายนอก : ในปี 2562 อาเซียนจะบรรลุวิสัยทัศน์ที่ว่า อาเซียนจะเป็นวงสมานฉันท์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอย่างมีพลวัต โดยมุ่งปฏิสัมพันธ์กับประเทศภายนอก และเป็นชุมชนแห่งสังคมที่เอื้ออาทร ด้วยการลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียนให้มีการจัดตั้ง “ประชาคมอาเซียน” ที่ประกอบด้วย 3 เสาหลักคือ ประชาคมความมั่นคง ประชาคม เศรษฐกิจ และประชาคมสังคมวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก โดยมีความร่วมมือในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจที่กำหนดเป้าหมายว่า ภายในปี 2558 อาเซียนจะกลายเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตเดียว

ด้านสถานการณ์นอกภูมิภาค กลุ่ม BRIC ซึ่งประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน จะมีความสำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต ด้วยจุดเด่นและศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยบราซิลเป็นประเทศในทวีปอเมริกาใต้ที่มี GDP สูงที่สุด และเป็นแหล่งผลิตกาแฟ ข้าวโพด และถั่วเหลือง ซึ่งเป็นสินค้าตั้งต้นในการผลิตอาหารคนและอาหารสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลก รัสเซียเป็นประเทศซึ่งอุดมไปด้วยแหล่งพลังงาน โดยมีแหล่งถ่านหินเป็นอันดับ 2 ของโลก ก๊าซธรรมชาติ 35% ของโลก และน้ำมัน 20% ของโลก อินเดียเป็นประเทศที่นอกจากจะมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกแล้ว ประชากรยังมีคุณภาพและมีการศึกษาดี โดยเป็นแหล่งให้บริการในลักษณะ Outsource กับบริษัทในสหรัฐและยุโรป จีนเป็นประเทศซึ่งเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก ด้วยจำนวนประชากรที่มากที่สุดในโลก และมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

Goldman Sachs สถาบันการเงินเพื่อการลงทุนสำคัญของโลก ประเมินว่า กลุ่ม BRIC มีส่วนในการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกสูงถึง 59% ในปี 2551 และจากการคำนวณโดยอาศัยข้อมูลจาก IMF พบว่า ในปี 2552 BRIC จะมีสัดส่วนใน GDP โลกประมาณ 15.4% ซึ่งจะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ BRIC ในตลาดโลก

ประชาคมอาเซียน : ผลจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ส่งผลให้เกิดการเปิดเสรีทางการค้าขึ้นในภูมิภาคอาเซียน โดยมีการเคลื่อนย้ายเสรีทั้งการค้า การลงทุน แรงงาน องค์ความรู้ ภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลายในหมู่ประเทศสมาชิก ขณะที่ตลาดภายในประเทศมีสินค้าจากประเทศสมาชิกให้เลือกอย่างหลากหลาย ระบบอุตสาหกรรมพึ่งพิงปัจจัยการผลิตจากภายนอกที่มีราคาถูก การเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมอาหารต้องอาศัยทรัพยากรและแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน การผลิตเป็นไปเพื่อการส่งออกมากกว่าการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ องค์ความรู้ (KnowHow) และเทคโนโลยีจากประเทศผู้ลงทุนถูกถ่ายทอดมายังประเทศผู้ผลิต ทำให้เกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างผู้ที่ปรับตัวเท่าทัน และผู้ปรับตัวไม่ทัน บริษัทของคนไทยทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ส่วนหนึ่งไม่อาจแข่งขันกับระบบทุนจากต่างประเทศที่แข็งแกร่งกว่า ส่งผลให้บริษัทสัญชาติไทยกลายเป็นต่างชาติ

นอกจากนี้ ท่ามกลางการแข่งขันอย่างเสรี มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงาน อาทิ Carbon footprint label ส่วนแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมีเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ (ในปี 2551 กรมการจัดหางานระบุว่า ทั่วประเทศมีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานประมาณ 5 แสนคน) ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐาน จากรัฐระหว่างแรงงานไทยกับต่างด้าว การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวมีการปรับเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาดแรงงาน

พันธมิตรทางการค้าใหม่ : ด้วยพื้นฐานความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับกลุ่ม BRIC ที่มีมายาวนาน และการค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTA) ไทยอินเดีย และอาเซียนจีน จะเปิดประตูการค้าของไทยสู่ตลาดใหม่ในกลุ่ม BRIC ด้วยมาตรการทางการค้าที่เป็นพันธมิตรเกื้อหนุนเศรษฐกิจระหว่างกัน

เมืองหลวงเชิงเศรษฐกิจ : สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและกลไกการตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้นภายใต้ข้อตกลงทางการค้าระดับประเทศ อาทิ ข้อตกลงการค้าเสรีไทยอินเดีย ไทยออสเตรเลีย และความร่วมมือระดับภูมิภาค อาทิ APEC, NAFTA ประกอบกับการพัฒนาโครงข่ายด้านการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศในภูมิภาคให้มีความก้าวหน้าและเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยทางบกประเทศไทยมีเส้นทางสายเอเชียที่เป็นทางหลวงเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ 2 สาย คือ สายเอเชีย 1 และ 2 โดยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง ส่วนทางทะเลเชื่อมต่อกับทะเลจีนใต้และอันดามัน ส่วนทางอากาศมีท่าอากาศยานนานาชาติเป็นศูนย์กลางการขนส่งของประเทศที่ถูกวางบทบาทให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

ในขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศขยายตัว และภาครัฐได้ดำเนินกลยุทธ์ตามผังประเทศไทยปี 2600 ภายใต้แนวคิดการพัฒนาพื้นที่ตามศักยภาพทางเศรษฐกิจ และกระจายความเจริญไปยังทุกภูมิภาคของประเทศ โดยกระจายความเจริญจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองบริวารโดยรอบ และส่งเสริมให้เกิดเมืองศูนย์กลางระดับภูมิภาคให้มากขึ้น โดยมีระบบเมืองและกลุ่มเมืองรองรับการกระจายความเจริญ ซึ่งเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย จะเป็นแรงผลักดันโดยธรรมชาติให้เกิดเมืองหลวงเชิงเศรษฐกิจใหม่ๆ ขึ้นภายในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งมีความพร้อมทางเศรษฐกิจ และเป็นเมืองท่าของการคมนาคมขนส่งที่มีภูมิประเทศรองรับการเคลื่อนย้ายทุน แรงงาน ทรัพยากร และสามารถเชื่อมโยงกับตลาดใหม่ได้

สถาบันการศึกษานานาชาติ : ท่ามกลางการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงทั้งภายในภูมิภาคและระหว่างภูมิภาค แรงงานภาคการผลิตที่มีศักยภาพในการรองรับการผลิตที่ไม่ใช่การผลิตแบบ Mass Product ซึ่งประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างผลิตได้คล้ายคลึงกัน และมีความสามารถทางการสื่อสารในสังคมที่ทุกภาษาเท่าเทียมกัน จึงเป็นหัวใจหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในปี 2562 สถาบันการศึกษานานาชาติ หรือ International community school/college จึงมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อรองรับความต้องการแรงงานในภาคการค้าต่างประเทศ และรองรับประชากรใหม่ที่เป็นผลจากการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ

สามเหลี่ยมวัฒนธรรมอินโดจีน : ในปี 2562 ได้เกิดแนวคิดระหว่างประเทศร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์การใช้วัฒนธรรมเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ หรือการทูตเชิงวัฒนธรรม ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยโดยรวม ซึ่งในทางปฏิบัตินอกจากเป็นการดำเนินการแบบรัฐต่อรัฐแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน โดยการส่งเสริมแลกเปลี่ยนและสร้างความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศอินโดจีน ทั้งประเด็นทางการเมือง วัฒนธรรม และวิถีชีวิตในกลุ่มประเทศอินโดจีน รวมทั้งการร่วมเชิดชูคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทางภูมิศาสตร์ที่มีประวัติความเป็นมาในอดีตร่วมกัน โดยพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านประตูแห่งภูมิภาคอินโดจีน และกำหนดอาณเขตของสามเหลี่ยมอินโดจีน ซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดียและจีนในระดับที่แตกต่างกัน โดยมีการขยายตัวกินอาณาเขตที่กว้างขวางมากขึ้น จากเดิมที่ครอบคลุมพื้นที่กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ได้รวมไปถึงคาบสมุทรมลายู ไทย พม่า และสิงคโปร์ ตามลำดับ

นอกจากนี้ ได้มีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารและศูนย์บริการด้านการท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ทำให้เกิดการกระจายตัวของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอันผสมผสาน ขณะเดียวกันก็มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่อยู่ อันเป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่จะก่อให้เกิดอาชีพและสร้างรายได้ให้กับประชาชน พร้อมกับการจัดตั้งมหาวิทยาลัยภูมิภาคระดับอินโดจีนขึ้นในประเทศไทย เพื่อรองรับนักศึกษาจากภูมิภาคในแถบอินโดจีน สอนโดยอาจารย์จากประเทศเหล่านี้

มหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นศูนย์กลางในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรมและการพัฒนาพื้นที่ของภูมิภาคดังกล่าว โดยมีการก่อสร้างเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายมากขึ้น ทำให้สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก ส่งผลให้การค้าขายเป็นไปอย่างไร้ขีดจำกัด เกิดความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจการค้าและบริหาร รวมทั้งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ภาพอนาคตข้างต้นเป็นส่วนที่เป็นไปได้และอยากเห็น แต่ยังมีภาพอนาคตส่วนที่เป็นไปได้ยากแต่อาจเกิดขึ้น รวมถึงภาพอนาคตที่ไม่อยากเห็นด้วย ไว้สัปดาห์หน้ามาว่ากันต่อครับ

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69