posttoday
เศรษฐกิจญี่ปุ่นซบ งัดกลยุทธ์ ส่งเอสเอ็มอีบุกไทย

เศรษฐกิจญี่ปุ่นซบ งัดกลยุทธ์ ส่งเอสเอ็มอีบุกไทย

15 กุมภาพันธ์ 2553

8...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในยามนี้ ทำให้คาดเดาได้ยากลำบากว่า แท้ที่จริงแล้ว เวลานี้เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวใช่หรือไม่ หรือเป็นแค่ภาพลวงตา รอมรสุมลูกใหญ่โถมใส่อีกระลอก

โดยเฉพาะประเทศยักษ์ใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก อย่างค่ายยุโรป สหรัฐอเมริกา กระทั่งในภูมิภาคเอเชีย อย่างจีนและญี่ปุ่น

แต่ที่แน่ๆ ญี่ปุ่นออกมาระบุชัดว่า เศรษฐกิจของประเทศยังไม่กระเตื้องจากวิกฤต ทำให้รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการขยับขยายตลาดส่งออกเพิ่มมากขึ้น ไม่เฉพาะการหวังพึ่งแต่ธุรกิจรายใหญ่เท่านั้น

ปัจจุบันธุรกิจกลุ่มเอสเอ็มอีก็ถูกโปรโมตเพื่อส่งเสริมการส่งออกด้วย

นายมาซาฮิโร นาคาเนะ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ทีดีซี อินเตอร์เนชั่นแนล ยอมรับว่า เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นขณะนี้ยังไม่ฟื้นตัว ความต้องการภายในประเทศไม่เพิ่มขึ้น รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่ต้องการซื้อสินค้าที่มีราคาถูก แต่สินค้าญี่ปุ่นมีราคาค่อนข้างแพง ทำให้การจับจ่ายใช้สอยมีอัตราลดลง และไม่สามารถคาดการณ์การเติบโตของตลาด

อย่างไรก็ดี ในแง่ของตลาดต่างประเทศกลับพบว่า สินค้าญี่ปุ่นได้รับความนิยมมาก ทั้งด้านแฟชั่น สินค้าสไตล์ญี่ปุ่น อาหาร จนลูกค้าชาวต่างชาติเรียกสินค้าญี่ปุ่นกันว่า “Cool JAPAN” รวมทั้งการส่งออกอาหารและผลิตภัณฑ์จากการประมงที่มีคุณภาพดี ปลอดภัย ยิ่งส่งผลให้ความต้องการจากตลาดแห่งใหม่ในเอเชียตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่น โดยกระทรวงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม จึงถือโอกาสนี้ส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของแต่ละท้องถิ่นเข้าสู่การทำธุรกิจระดับสากล ภายใต้โครงการ Asia Middle East Global Passport 2010 โดยจัดให้มีแผนงานสนับสนุนการส่งออกสินค้าประจำท้องถิ่น เจาะตลาดในประเทศกลุ่มเอเชียและตะวันออกกลาง พร้อมวางเป้าหมายในการขยายตลาดไปสู่ 4 ประเทศในเอเชีย ประกอบด้วย ฮ่องกง สิงคโปร์ ไทย อินเดีย และตะวันออกกลาง ได้แก่ ดูไบ

แต่ละแห่งจะมีสินค้าไฮไลต์ที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ความต้องการของตลาด เช่น ไทยจะเน้นสินค้าอาหาร ขนมหวาน เครื่องใช้ และเครื่องประดับ สิงคโปร์และฮ่องกงจะนำเสนอสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่น ดูไบเน้นสินค้าราคาแพง และอาหาร เป็นต้น

กิจกรรมที่จัดขึ้น ได้แก่ การออกร้านแสดงผลิตภัณฑ์ประจำท้องถิ่นในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อทำการสำรวจตลาด ขณะเดียวกันยังเป็นช่องทางในการติดต่อ เพื่อทำธุรกิจกับตัวแทนผู้นำเข้าในประเทศนั้นๆ จนสามารถขยายเครือข่ายธุรกิจให้กว้างขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

รัฐบาลของญี่ปุ่นมองว่า เอสเอ็มอีญี่ปุ่นมีศักยภาพเพียงพอที่จะสามารถส่งออกสินค้าได้ และสินค้าของประเทศก็มีค่อนข้างหลากหลาย อาทิ อาหาร ผลไม้ ขนมหวาน เครื่องใช้ เครื่องสำอาง เครื่องประดับ เป็นต้น ซึ่งญี่ปุ่นต้องการโชว์ให้เห็นว่าไม่ได้มีดีแค่สินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือรถยนต์เท่านั้น ซึ่งนอกจากการเผยแพร่สินค้าแล้ว ก็ยังต้องการเผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่นให้ชาวโลกรู้จักด้วย โดยใช้กลยุทธ์การเผยแพร่ผ่านตัวสินค้าของเอสเอ็มอีเป็นสำคัญ

นายนาคาเนะ ย้ำด้วยว่า จุดเด่นที่ถือว่าเป็นจุดแข็งของเอสเอ็มอีญี่ปุ่น คือ การควบคุมมาตรฐาน ผู้ประกอบการจะให้ความสำคัญมาก คุณภาพสินค้าที่ผลิตออกมาทุกชิ้นต้องมีคุณภาพเท่ากันหมด เพื่อทำให้ลูกค้าไว้วางใจ

กระนั้น การเปิดตลาดของญี่ปุ่นเน้นทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบร้อนที่จะนำสินค้าไปวางขาย โดยการเจาะตลาดใหม่จะมีการทดลองความต้องการของแต่ละตลาดก่อน เพื่อที่จะทราบความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาดที่แท้จริง เพราะสินค้าบางตัวอาจไม่ถูกใจลูกค้าบางแห่ง

ตัวอย่างเช่น ชาเขียวญี่ปุ่น หากไม่ผสมน้ำตาลจะขายในเมืองไทยยาก จึงต้องปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า แล้วนำมาวางขายทั้งในสูตรที่ปรับปรุงแล้ว และสูตรดั้งเดิมให้ลูกค้าได้เลือกดื่ม

เช่นเดียวกัน การเจาะตลาดในภาพรวมทั้งเอเชียและตะวันออกกลาง ผ่านการจัดงานแสดงสินค้าทุกครั้ง จะมีการแจกแบบสอบถามให้กับลูกค้าได้แสดงความคิดเห็น หรือแนะนำ เพื่อทำวิจัยตลาดไปพร้อมกับการขายสินค้า และให้ผู้ประกอบการนำไปปรับปรุงสินค้าให้เข้ากับแต่ละตลาด

หากสินค้ารายการไหนไม่เหมาะกับตลาดต่างประเทศจริงๆ ก็จะตัดออกไป แต่การปรับปรุงก็จะทำอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบการเป็นสินค้าญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เพราะไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงสินค้าจนไม่เหลือความเป็นญี่ปุ่น

“เอสเอ็มอีญี่ปุ่นก็เหมือนกับเอสเอ็มอีทั่วไป ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่พัฒนาผลิตภัณฑ์ รัฐบาลก็คงจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้ สิ่งสำคัญที่ญี่ปุ่นมีคือความคิดริเริ่ม ความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ดูได้จากการออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกและสร้างความชื่นชอบให้กับลูกค้ามากที่สุด”

นายนาคาเนะ อธิบายเพิ่มเติมถึงการเลือกตลาดกลุ่มเป้าหมายด้วยว่า ทั้ง 5 ตลาดที่คัดเลือกไว้ ถือเป็นประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ลูกค้ามีกำลังซื้อ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ จัดว่าเป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตของประเทศ มีความนิยมในสินค้าญี่ปุ่น และรู้จักวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นอย่างดี

สินค้าประเภทอาหาร ขนมหวาน เครื่องสำอาง เครื่องใช้ต่างๆ ก็ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นชาวไทย ดูได้จากงานเทศกาลอาหารญี่ปุ่น ที่ลูกค้าชาวไทยไม่เคยพลาด และใช้จ่ายไม่อั้นเพื่อซื้ออาหารญี่ปุ่น หรือการแต่งกายของวัยรุ่นไทยที่แฟชั่นญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ญี่ปุ่นจึงเห็นโอกาสทางการค้า และการเติบโตของสินค้าญี่ปุ่นในเมืองไทย

แต่หากสินค้ามีราคาแพงมาก ลูกค้าย่อมอยู่ในกลุ่มที่เล็กลง วัตถุประสงค์ของการออกมาเจาะตลาด จึงต้องการหาผู้แทนจำหน่ายในเมืองไทย เพื่อช่วยกระจายสินค้าให้คนไทยสามารถหาซื้อสินค้าได้ง่ายในราคาที่ถูกลงกว่าการนำเข้ามาขายเองโดยตรง

การที่ญี่ปุ่นมองว่าไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพนั้น เนื่องจากไทยอยู่ในช่วงที่กำลังเติบโต ทุกอย่างสามารถพัฒนาให้โตขึ้นได้ ประชาชนมีรายได้ที่สูงขึ้น เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการขยายตัว ต่างจากญี่ปุ่นที่ตลาดค่อนข้างตึงตัวแล้ว และมีแนวโน้มในการขยายตัวน้อย ประกอบกับตลาดในไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ สินค้าที่เข้ามาขายจึงจับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายได้ รวมทั้งญี่ปุ่นยังใช้ไทยเป็นฐานในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย

หากการดำเนินงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ จะทำให้สินค้าญี่ปุ่นมีตลาดในการขายสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการในประเทศมีช่องทางการจำหน่ายสินค้า และพ้นจากภาวะความต้องการในประเทศหดตัวได้ อีกทั้งอาจจะนำสินค้าประเภทอื่นๆ เข้ามาจำหน่ายมากขึ้น แต่คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ด้วยว่าต้องการสนับสนุนโครงการนี้ต่อไปหรือไม่ เพราะโครงการนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลชุดก่อน

นอกจากนี้ การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) หรือการข้อตกลงการค้าเสรีไทยญี่ปุ่น (เจเทปา) ยังเป็นประโยชน์ต่อการค้าขายระหว่างไทยและญี่ปุ่นมากขึ้น เพราะญี่ปุ่นคิดว่าไทยมีความสำคัญมากในอาเซียน ทำให้ญี่ปุ่นต้องการที่จะมาตั้งโรงงานในไทยเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีนี้ส่งออกสินค้าไปยังตลาดอาเซียน

แม้ในส่วนของเอสเอ็มอีอาจจะมีขั้นตอนยุ่งยากในการทำเอกสารขอใช้สิทธิประโยชน์ หรือกระบวนการที่ซับซ้อนภายใต้กฎระเบียบการค้าเสรี ที่เอสเอ็มอีบางรายยังขาดความรู้ แต่หากหาตัวแทนจำหน่ายสินค้าในประเทศได้ จะช่วยให้เกิดความสะดวกมากขึ้น เพราะมีระบบเหล่านี้รองรับอยู่แล้ว

ส่วนการที่จะมีสินค้าจากต่างประเทศเข้าไปเป็นคู่แข่งของญี่ปุ่นมากขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะสินค้าจากเอสเอ็มอีญี่ปุ่นมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีคุณภาพสูง สามารถแข่งขันได้อยู่แล้ว ดังนั้น การเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) กับทุกประเทศ โดยเฉพาะเจเทปา จะเป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าเอสเอ็มอีอย่างมาก

ขณะที่ปัญหาการเมืองในไทย ญี่ปุ่นมองว่า ไม่น่าเป็นห่วง เพราะแม้จะมีปัญหา แต่คนก็ยังจับจ่ายใช้สอยอยู่ และใช้ชีวิตอย่างปกติ ไม่มีอันตรายใดๆ คนญี่ปุ่นที่อยู่เมืองไทยมานานจะทราบถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทยเป็นอย่างดี แต่หากดูจากภายนอกอาจจะเป็นกังวลบ้าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศมากกว่า แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคทางการค้า

“คนญี่ปุ่นมาอยู่เมืองไทยก็ชอบเมืองไทย เพราะเมืองไทยอะไรก็พัฒนา มีศักยภาพในการพัฒนาสูง แต่ไม่ใช่การพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งคนญี่ปุ่นก็ต้องการเข้ามาช่วยพัฒนาเมืองไทย อีกทั้งคนไทยเป็นคนร่าเริง ทำให้มีบรรยากาศในการทำธุรกิจที่ดี ต่างจากการทำธุรกิจในญี่ปุ่นที่เคร่งเครียดตลอดเวลา” นายนาคาเนะ กล่าว

ด้าน นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า การที่รัฐบาลญี่ปุ่นส่งเสริมให้เอสเอ็มอีออกมาสู่ตลาดต่างประเทศนั้น เกิดขึ้นมาเมื่อ 23 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นตกต่ำ สินค้าขายไม่ได้ราคา จึงต้องการหาตลาดเพิ่มเติม

จากเดิมที่จะเน้นการผลิตและขายสินค้าเฉพาะในประเทศเท่านั้น รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเข้ามาสนับสนุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีของไทยอย่างแน่นอน แต่อาจเป็นโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมากกว่า หากเกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างกัน

สำหรับโอกาสของสินค้าญี่ปุ่นในเมืองไทยคงต้องขึ้นอยู่กับแต่สินค้าแต่ละประเภท ว่ามีความเข้มแข็งแค่ไหนในการเข้ามาเจาะตลาด หากเป็นสินค้าอาหาร ก็มีเข้ามาอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก ส่วนสินค้าประเภทอื่นๆ คงต้องรอดูว่าจะเป็นอย่างไร

ยิ่งถ้าญี่ปุ่นเข้ามาในระยะสั้นๆ ก็จะไม่ส่งผลกระทบอะไร อาจเป็นการเข้ามาดูตลาด หรือหาลู่ทางการลงทุนเท่านั้น เนื่องจากในอนาคตเอสเอ็มอีญี่ปุ่นจะมีโอกาสเข้ามาตั้งฐานการผลิตในเมืองไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าไฮเทค

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ