posttoday
มาริส อินทรโกมาลย์สุตปั้ม มาย สู้ศึกสมรภูมิ 3 จี

มาริส อินทรโกมาลย์สุตปั้ม มาย สู้ศึกสมรภูมิ 3 จี

06 สิงหาคม 2554

ด้วยประสบการณ์และความสนใจในวงการโทรคมนาคมเป็นทุนเดิม

ด้วยประสบการณ์และความสนใจในวงการโทรคมนาคมเป็นทุนเดิม

โดย...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ

ด้วยประสบการณ์และความสนใจในวงการโทรคมนาคมเป็นทุนเดิม ผนวกความชื่นชอบด้านการตลาด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ มาริส อินทรโกมาลย์สุต ยื่นใบสมัครเข้าชิงชัยในตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท กสท โทรคมนาคม หนึ่งในหน่วยงานยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของไทย ก่อนจะฝ่าด่านการสัมภาษณ์และเข้าเริ่มงานอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากตำแหน่งนี้ว่างเว้นยาวนานมาถึง 2 ปี

แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่มาริสเข้ามาในช่วงที่เรียกได้ว่าเป็น “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ของ กสทฯ ด้วยว่าเพราะในอีก 29 เดือนข้างหน้า รายได้จากสัมปทานซึ่งเคยเป็นสัดส่วนสูงถึง 66% ของรายได้รวม หรือกว่า 3 หมื่นล้านบาท กำลังจะหายไป

ดังนั้น จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ กสทฯ ต้องพลิกบทบาทตัวเองจากองค์กรที่เคยเป็นฝ่ายนอนรอรับส่วนแบ่งรายได้จากเอกชน มาสู่การทำตลาดเชิงแข่งขันเช่นเดียวกับรายอื่นๆ และถือเป็นภารกิจท้าทายความสามารถของรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดคนใหม่คนนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มาริส อินทรโกมาลย์สุตปั้ม มาย สู้ศึกสมรภูมิ 3 จี

สำหรับภารกิจสำคัญอันดับแรกของ “มาริส” คือ การสร้างแบรนด์มาย (MY) แบรนด์มือถือ 3จี ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กสทฯ ให้สามารถแข่งขันในสมรภูมิ 3จี ที่กำลังร้อนแรงนี้ให้ได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมแผนงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ส.ค.นี้ โดยพื้นที่การให้บริการของมายนั้น จะประเดิมนำร่องในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล พร้อมเมืองหลักๆ คือ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา และหัวหิน

“จุดเด่นที่จะทำให้มายได้รับความสนใจแม้จะมาทีหลังผู้ให้บริการรายอื่น คือ คุณภาพความเร็วของบริการ 3จี ที่เร็วกว่าในราคาที่น่าพอใจ และเครือข่ายที่ครอบคลุมได้ทั่วประเทศจริงๆ ซึ่งผู้ให้บริการรายใหญ่อย่างเอไอเอสและดีแทคไม่มีแน่นอน” มาริส กล่าวอย่างมั่นใจ

การทำตลาดแบรนด์มายครั้งนี้ จะแยกชัดเจนจากทรูมูฟเอช ที่เป็นอีกหนึ่งบริการซึ่งเกิดขึ้นภายใต้สัญญา 3จี ที่ กสทฯ และกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ลงนามร่วมกันก่อนหน้า ทั้งนี้เพื่อต้องการย้ำชัดว่า กสทฯ ได้สร้างบริการภายใต้แบรนด์ของตัวเองได้ไม่ต่างกับเอกชนรายอื่น

ที่สำคัญ มายจะถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ของ กสทฯ ที่หลังจากนี้ไปต้องตระหนักว่า กสทฯ ต้องยืนได้ด้วยตัวเอง หาใช่คอยพึ่งพารายได้จากสัมปทานเหมือนที่เป็นอยู่ไม่

มาริส กล่าวว่า หลังจากนี้ไป กสทฯ จะต้องเข้าถึงและสัมผัสได้มากขึ้น โดยมีแผนจะเปิดศูนย์บริการลูกค้าต้นแบบในรูปแบบแฟล็กชิป สโตร์ ที่จะนำผลิตภัณฑ์ทุกอย่างของ กสทฯ ทั้งบริการมาย บริการบรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ต และบริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ มานำเสนอให้ลูกค้าได้เห็น แต่ศูนย์บริการดังกล่าวจะไม่ได้มุ่งเน้นการขายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นเหมือนการสร้างภาพลักษณ์ให้ กสทฯ เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับห้างสยามพารากอนเพื่อเปิดศูนย์ดังกล่าว โดยใช้เนื้อที่ประมาณ 400 ตร.ม.

นอกเหนือไปจากบริการมายแล้ว กสทฯ ยังมีบริการหลักอีก 2 บริการ ที่ กสทฯ วางให้เป็นธุรกิจเรือธง เพื่อรองรับรายได้จากสัมปทานที่กำลังจะหมดไป คือ บริการอินเทอร์เน็ตผ่านสายไฟเบอร์ หรือเอฟทีทีเอกซ์ ที่จะเริ่มให้บริการกับลูกค้าทั่วไปได้ในช่วงต้นปีหน้า หลังจากที่ผ่านมามุ่งเน้นให้บริการแต่กลุ่มลูกค้าองค์กรเพียงอย่างเดียว โดยมีจุดเด่นเรื่องความเร็วและเสถียรที่สุดในตลาดเช่นเดียวกัน

“บริการเอฟทีทีเอกซ์ของ กสทฯ นั้นจะเริ่มทำตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าบ้านประมาณช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า ส่วนลูกค้าองค์กร ลูกค้าโครงการที่เราทำมาแล้ว และมีรายได้เป็นพันล้านบาท เราก็จะเดินหน้าในตลาดนี้ต่อไป โดยหลังจากนี้ผมจะเป็นหัวหน้าทีมเข้าไปคุยกับเจ้าของตึก เจ้าของห้าง เจ้าของโครงการ ด้วยตัวเอง เพื่อจะไปสร้างความมั่นใจให้กับโครงการ รวมทั้งจะขยายการให้บริการไปสู่ไวไฟในตึกที่ใช้เอฟทีทีเอกซ์ของเราด้วย”

ส่วนอีกหนึ่งบริการที่ กสทฯ จะลืมไม่ได้ คือ บริการโทร.ทางไกลระหว่างประเทศ ซึ่งเคยเป็นรายได้หลักของ กสทฯ แต่ปัจจุบันรายได้กลับลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งจากการที่ กสทฯ ไม่ได้ผูกขาดอีกต่อไป และการเติบโตของบริการผ่านอินเทอร์เน็ตอย่าง สไกป์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น

มาริส บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำตลาดโทร.ทางไกล มาเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการใช้งานจริงๆ เช่น กลุ่มแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศ และกลุ่มนักศึกษาที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้จำเป็นต้องสื่อสารกับครอบครัวที่ประเทศไทยอยู่แล้ว

ทั้งนี้ เพราะ กสทฯ มีบริการโทร.ทางไกลระหว่างประเทศในราคาต่ำกว่าการโทร.ทางไกลผ่านระบบโทรศัพท์พื้นฐานและระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ อย่างเช่นบริการบัตรโทรศัพท์ทางไกล ที่ค่าบริการทางไกลจากประเทศไทยไปสหรัฐอเมริกาอยู่ที่นาทีละ 3 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีบริการโทรศัพท์ผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (Voip) ที่คิดค่าบริการเพียงครั้งละ 3 บาทเท่านั้น ซึ่งบริการเหล่านี้ต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้รับทราบมากขึ้น

“การทำตลาดของ กสทฯ จะฮาร์ดเซลส์มากขึ้น อย่างคอลเซ็นเตอร์ที่มีอยู่ ก็จะเปลี่ยนจากการคอยรับสายอย่างเดียว ต้องมาเป็นพนักงานขายบริการที่ กสทฯ มีอยู่ด้วย ซึ่งระยะแรกอาจจะเป็นสิ่งที่ กสทฯ ไม่ถนัด แต่ก็ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันได้”

มาริส ย้ำว่า การปรับตัวพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ยังรวมถึงการปรับโครงสร้างการทำงานในสายงานการตลาดจากเดิมที่เคยกระจัดกระจาย คือ มีฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายของแต่ละผลิตภัณฑ์ มาเป็นการทำงานร่วมกันภายใต้การนำทีมของเขา และลดขั้นตอนที่เคยยืดเยื้อต่างๆ ให้รวดเร็วมากขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์การแข่งขันในอุตสาห กรรมโทรคมนาคมที่ไม่หยุดนิ่ง

“ไม่ได้กังวลที่ กสทฯ เป็นหน่วยงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะจุดมุ่งหมายคือ ทำยังไงให้ กสทฯ แข่งขันได้ในอีก 29 เดือนที่รายได้สัมปทานจะหมดลง นั่นคือสิ่งสำคัญที่ท้าทายมากกว่าเรื่องอื่นๆ”

ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไม่ได้เห็นผลรวดเร็วภายใน 36 เดือน แต่ถือว่า กสทฯ ได้เริ่มและเตรียมพร้อมรับมือ ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับองค์กรแห่งนี้ เพื่อที่ว่าในวันที่ปราศจากรายได้จากสัมปทานมาถึงจริงๆ กสทฯ ก็จะสามารถยืนได้อย่างแข็งแรงและแข็งแกร่งมากขึ้น

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท