
ปรับปรุงผังเมือง กทม.ก้าวสู่เมืองศูนย์กลางภูมิภาค
ในอีก 12 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานคร (กทม.)
ในอีก 12 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานคร (กทม.)
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
ในอีก 12 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานคร (กทม.) กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง ด้วยบทบาทของกฎหมายผังเมืองรวม กทม. ที่กำลังยกร่างฉบับใหม่มาใช้แทนผังเมืองรวม กทม.ฉบับที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้
บทบาทของผังเมืองรวม หลายคนอาจจะมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วผังเมืองมีหน้าที่กำหนดทิศทางการพัฒนา กำหนดบทบาทของเมืองผ่านข้อกำหนดและมาตรการต่างๆ ที่จะควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินทุกตารางนิ้วของ กทม.
ผังเมืองจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวเหมือนที่คิด แต่กลับเป็นเรื่องใกล้ตัว และมีบทบาทกับชีวิตประจำวันที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
ในวันจันทร์ที่ 8 ส.ค.นี้ สำนักผังเมือง กทม. จะปิดประกาศร่างผังเมืองฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 เป็นการให้ข้อมูลกับประชาชนหลังทำการยกร่างเสร็จ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการฟังความเห็นของประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
หลังจากนั้น สำนักผังเมืองจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นกันในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ที่สนามกีฬาไทยญี่ปุ่น ดินแดง และยังเปิดให้ส่งความเห็นทางจดหมายมายังสำนักผังเมือง ภายในวันที่ 25 ก.ย.นี้ เพื่อนำข้อคิดเห็นต่างๆ มาพิจารณาปรับปรุงร่างอีกรอบ ก่อนที่จะเสนอออกเป็นกฎกระทรวงประกาศใช้ต่อไป
แต่ก่อนที่จะเปิดเวทีสาธารณะวิพากษ์วิจารณ์ร่างผังเมืองฉบับนี้ ควรต้องทำความรู้จักร่างผังเมืองฉบับนี้กันก่อนจากมือร่างผัง “นพนันท์ ตาปนานนท์” ผู้จัดการโครงการวางและปรับปรุงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3
นพนันท์ เริ่มต้นพูดถึงการยกร่างผังเมืองฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 นี้ว่า ถือเป็นร่างที่ต่อยอดมาจากผังเมืองฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่เป็นผังในระดับพื้นฐาน ที่มีการนำเรื่องของอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน หรือ FAR และอัตราส่วนของที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม หรือ OSR มาใช้เป็นครั้งแรก ร่างผังเมืองฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 นี้ จะมีข้อกำหนด มาตรการที่จะเป็นตัวกระตุ้น สนับสนุนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
ร่างผังเมืองฉบับนี้จะเป็นผังที่สนองในเชิงนโยบายของรัฐมากขึ้น ถือเป็นเครื่องมือในการนำนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ โดยอิงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ผังประเทศและผังภาคกรุงเทพฯ และปริมณฑล และแผนพัฒนา กทม. 12 ปี ตั้งแต่ปี 2552-2563 โดยมีเป้าหมายให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองศูนย์กลางในระดับภูมิภาค จากความได้เปรียบด้านที่ตั้ง และการมีสนามบินสุวรรณภูมิ
สำหรับการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินใน 3 ด้าน คือ การสนับสนุนการเชื่อมโยงการพัฒนาจากสนามบินสุวรรณภูมิ การสนับสนุนการพัฒนาที่เชื่อมโยงกับโครงการขนส่งมวลชนระบบราง และคำนึงถึงการรักษาสภาพแวดล้อมของเมืองเพื่อให้เป็นเมืองน่าอยู่ มาตรการต่างๆ ของร่างผังเมืองก็จะสนับสนุนใน 3 เรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน
นพนันท์ ขยายความว่า ในส่วนของสนามบินสุวรรณภูมิถือเป็นประตูเข้าออกที่จะมีการพัฒนาเชื่อมโยงกับพื้นที่เมือง โดยมีแอร์พอร์ตลิงก์เป็นตัวเชื่อม มีการพัฒนามักกะสัน คอมเพล็กซ์ ซึ่งจะต้องเปิดทางเข้าออกเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ต่อเนื่อง เช่น สุขุมวิท คลองเตย เป็นต้น อีกด้านหนึ่งจะมีการพัฒนาที่สัมพันธ์กับระบบรางตามแผนแม่บททั้ง 12 เส้นทาง โดยในระยะสั้นจะมุ่งเน้นเส้นทางที่เปิดใช้แล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ระบบรางที่มีผลต่ออสังหาริมทรัพย์อย่างมาก อาคาร 60% อยู่ในแนวรถไฟฟ้า แสดงให้เห็นถึงความสำคัญระหว่างระบบรางต่อการพัฒนาเมือง ทุกคนเห็นว่าระบบรางเป็นคำตอบของอนาคต คน กทม.จะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่จะเห็นชัดในร่างผังเมือง คือ การรวมการพัฒนาบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมต่อของระบบราง เช่น สถานีหัวหมาก ลาดกระบัง ของแอร์พอร์ตลิงก์ สายสีเขียวและสีน้ำเงินที่เปิดไปแล้ว และสีแดง สีม่วง จะเป็นตัวชี้นำการพัฒนาในอนาคต
ส่วนเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นอีกโจทย์ที่ต้องให้ความสำคัญ ที่อยากเห็น กทม.มีส่วนช่วยในการลดภาวะโลกร้อนที่เป็นปัญหาในระดับโลก จึงมีการกำหนดมาตรการที่จะเข้ามาใช้ เช่น การเพิ่มพื้นที่ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ว่างในอาคาร หรือมาตรการสนับสนุนสำหรับอาคารประหยัดพลังงาน เป็นต้น
ถ้าจะให้ดูพัฒนาการของผังเมืองรวม กทม.ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกับร่างผังเมืองฉบับปรับปรุงใหม่ นพนันท์ มองว่าผังเมือง กทม.ที่ใช้อยู่ ถือเป็นการเริ่มต้นของการปรับมาตรฐานของสิ่งที่ควรจะมีอยู่ในผัง ส่วนร่างผังเมืองที่จะนำมาใช้แทนเป็นผังที่เพิ่มในเรื่องคุณภาพเข้าไป
ถือเป็นร่างผังเมืองที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำของการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ที่ได้นำเรื่องของการโอนสิทธิการพัฒนามาใช้ในร่างผังเมืองฉบับนี้
สิ่งที่นักผังเมืองต้องการเห็นจากร่างผังเมืองฉบับใหม่ล่าสุดก็คือ ต้องการให้ผังเมืองเป็นเครื่องมือของสังคม ให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการใช้ อย่ามองแค่ประโยชน์ของตัวเอง มองเฉพาะสีของผังเมือง แต่อยากให้มองในภาพรวมของผังเมืองมากกว่า







