
โยกเงินฝากลงบี/อีรับมือลดคุ้มครอง
ธปท.ยอมรับลูกค้าเริ่มโยกเงินฝากลงทุนตั๋วบี/อี
ธปท.ยอมรับลูกค้าเริ่มโยกเงินฝากลงทุนตั๋วบี/อี
หลังเริ่มเปิดฉากลดสัดส่วนคุ้มครองเงินฝาก 11 ส.ค.นี้ แต่ไม่โกลาหล ธนาคารมีฐานะเข้มแข็ง
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หลังพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเงินฝากมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ส.ค.นี้ ซึ่งจะลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อบัญชี และจะลดการคุ้มครองเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อบัญชีลงในวันที่ 11 ส.ค. 2555 ก็มีประชาชนผู้ฝากเงินโยกเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ออกไปลงทุนบ้าง
อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่เป็นการโยกจากบัญชีเงินฝากมาลงทุนในตั๋วเงินฝาก หรือ บี/อี ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้สร้างปัญหาต่อระบบ
นายประสาร กล่าวว่า จากการติดตามดูข้อมูลการโยกเงินไม่ได้มีปัญหา และไม่ได้สร้างผลกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด ถือว่ายังโยกเงินในระดับปกติ เพราะฐานะของธนาคารแข็งแกร่ง มีสภาพคล่องเฉลี่ยสูงถึง 32.9% จากที่กำหนดไว้แค่ 6%
นายประสาร กล่าวว่า การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากไม่น่าจะสร้างปัญหาให้กับประชาชน เพราะถึงที่สุดรายย่อยซึ่งมีสัดส่วนกว่า 98.5% ของผู้ฝากเงินทั้งระบบก็ยังได้รับการคุ้มครอง หากเกิดปัญหาธนาคารต้องปิดตัวลง
นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลการศึกษาจากการทดสอบในภาวะวิกฤตต่อการโยกย้ายเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ไปยังธนาคารเฉพาะกิจภาครัฐภายหลังการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก พบว่ายังอยู่ในระดับที่ไม่ร้ายแรงต่อระบบ เนื่องจากสถาบันการเงินไทยในมีความเข้มแข็ง มีระดับเงินทุนสำรองสูงและมีหนี้เสียต่ำ แต่หากเกิดปัญหารุนแรงขึ้น ธปท.ก็พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง
“ปัจจัยที่ผู้ฝากควรต้องพิจารณาหลังจากการลดวงเงินคุ้มครอง คือ ความมั่นคงของสถาบันการเงิน บริการและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม ผลตอบแทนควรเป็นลำดับสุดท้าย” นายสรสิทธิ์ กล่าว
นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การโยกเงินฝากไม่มากอย่างที่เคยประเมินกันไว้ และส่วนใหญ่เป็นการโยกไปหาผลตอบแทนที่ดี ไม่ได้โยกเพราะกังวลฐานะของธนาคาร
นายธวัชชัย กล่าวว่า หากดูจากแนวทางในการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ มาตรฐานการกำหนดเงินกองทุน ระบบธนาคารของไทยในช่วง 45 ปีนี้ไม่น่ามีปัญหา แต่ระหว่างนี้จะต้องติดตามดูแลต่อไป
&<2288;







