posttoday
พสุ โลหารชุน อี-ซัพพลายเชนยกระดับอุตสาหกรรม

พสุ โลหารชุน อี-ซัพพลายเชนยกระดับอุตสาหกรรม

04 สิงหาคม 2554

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโดยใช้ไอที เป็นปัจจัยสำคัญที่ยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโดยใช้ไอที เป็นปัจจัยสำคัญที่ยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโดยใช้ไอที เป็นปัจจัยสำคัญที่ยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และเป็นการรับมือการเปิดเสรีที่กำลังใกล้เข้ามา ดังนั้นการทำงานของภาครัฐ จึงเป็นกลไกหลักที่จะนำพาระบบอุตสาหกรรมทั้งระบบของไทย ก้าวเข้ามาสู่ระบบไอทีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มสมรรถนะทางด้านการแข่งขันแบบก้าวกระโดด จะรอให้เอกชนตัดสินใจใช้เอง คงเป็นเรื่องยากเพราะต้องใช้เงินลงทุนพอสมควรและผลตอบรับที่ได้ก็ต้องใช้เวลา เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมักจะมองถึงภาระเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นสำคัญ

พสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ กสอ. พยายามผลักดันการใช้งานไอทีในอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีทั้งกับอุตสาหกรรมการผลิตและอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ยิ่งมีการนำระบบคลาวด์คอมพิวติงมาใช้เป็นหน่วยงานแรกๆ มีซอฟต์แวร์เฮาส์หลายสิบรายเข้าร่วมและมีโรงงานอุตสาหกรรมเข้าใช้ระบบอีอาร์พีรวมแล้วกว่า 300 แห่ง ส่วนต่อมาจะมาผสานระบบ อีซัพพลายเชน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมทั้งระบบ เกิดเป็นคำถามว่าโรงงานอุตสาหกรรมไทยพร้อมจะก้าวเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้วหรือไม่

“โรงงานอุตสาหกรรมระดับเอสเอ็มอีต่างๆ มีการนำระบบอีอาร์พีไปใช้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว เรียกว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากโรงงานยุคเก่ามาเป็นยุคใหม่แล้วในหลายๆ แห่ง และยิ่งการใช้คลาวด์ คอมพิวติงที่ต้นทุนต่ำ ทำให้การตัดสินใจลงทุนง่ายขึ้นและพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริง จึงมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมเพิ่มขึ้น ยิ่งเมื่อรวมกับอีมาร์เก็ตเพลส ทำให้การซื้อขายระหว่างอุตสาหกรรมสะดวกขึ้น” พสุ กล่าว

เมื่อมีการนำระบบอีซัพพลายเชนมาเชื่อมต่อ เกิดระบบของผู้ซื้อ คือโรงงานต้องการรู้ว่าผู้ผลิตของฉันอยู่ที่ไหน ใครมีสินค้าที่ฉันต้องการ สินค้าที่มีอยู่ทดแทนกันได้หรือไม่ และกำลังการผลิตของวัตถุดิบแต่ละแหล่งรองรับความต้องการของโรงงานฉันได้หรือไม่ แต่ละแห่งส่งสินค้าต่างกันอย่างไร บางรายอยากได้ส่งทันที บางรายอยากได้ทยอยส่ง ไหนจะระบบการเก็บเงินวางบิลก็แตกต่างกัน เรื่องพวกนี้ยิ่งใหญ่กว่าการรู้แค่ว่าใครผลิตอะไรราคาเท่าไร

แน่นอนว่า การจัดซื้อของโรงงานเขามีฝ่ายจัดซื้อที่ค่อนข้างเข้มแข็ง เขามีแหล่งป้อนวัตถุดิบให้กับเขาอยู่แล้ว การรับรายใหม่เข้ามาซื้อของขายของกัน โดยเฉพาะผ่านอินเทอร์เน็ตที่ไม่รู้ว่าเป็นใครถือเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความคุ้นเคยกันใหม่ ดังนั้นระบบอีซัพพลายเชนต้องเข้ามาตอบโจทย์เหล่านี้ แน่นอนระบบต้องเป็น เว็บเบสแอพพลิเคชัน ที่ทำงานง่ายและไม่ยุ่งยาก ซึ่งตอนนี้เทคโนโลยีที่เข้ามารองรับมีมากมายเพียงพอแล้ว และ กสอ.ก็นำมาต่อเชื่อมให้เป็นระบบ ทดลองให้กลุ่มอุตสาหกรรมใช้ดู และพร้อมจะรับฟังความต้องการเพื่อพัฒนาระบบต่อไป

ส่วนเรื่องความเป็นห่วงเรื่องโซ่ข้อแรกนั้น กสอ.เลือกอุตสาหกรรมต้นแบบ รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้ประเดิม ทำให้ระบบระบายสินค้าที่เหลือคาโรงงานออกไปให้รายอื่นได้ เป็นแรงจูงใจขั้นต้น นั่นคือการให้ซื้อขายกันเองก่อน ส่งผลให้ฝ่ายจัดซื้อกับบัญชีของแต่ละโรงงานต้องปรับตัวกันใหม่ จากนั้นจึงมีกลุ่มเอสเอ็มอีกว่า 7,000 รายที่พร้อมจะขายวัตถุดิบให้ โดย กสอ.ต้องเล่นบทจับคู่ทางธุรกิจให้ในช่วงต้น อาจต้องมาเจอกันในโลกจริง เข้าไปร่วมกิจกรรมกับสมาคม สร้างความมั่นใจและรับรู้ความต้องการจริง ต่อจากนั้นค่อยเข้ามาสั่งซื้อกันทางอินเทอร์เน็ต จะเห็นว่าโซ่ข้อแรกนี้อาจต้องเหนื่อยหน่อย แต่เมื่อมีการเชื่อมกันแล้ว โซ่ข้ออื่นที่จะเข้ามาเชื่อมได้ไม่ยาก

ทั้งนี้ กสอ.ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพิ่มระบบ ECatalog to Bill of Materials (BOM) คือระบบที่สามารถจำแนกชิ้นส่วนย่อยจากสินค้าที่ขายสู่ลูกค้าว่าจะต้องใช้ชิ้นส่วนย่อยกี่ชิ้น ซื้อกับผู้ผลิตรายใดบ้าง ต้องใช้ของเมื่อไร ต่อด้วยระบบ EProcurement คือระบบที่ทำหน้าที่ต่อจาก BOM ในการจัดตารางการจัดซื้ออย่างเป็นระบบ ให้ได้มาซึ่งชิ้นส่วนย่อยทุกชิ้นที่ต้องการ มี ELogistics คือระบบที่สามารถตรวจสอบระยะทางระหว่าง บริษัทผู้ผลิตแต่ละราย ผ่านระบบแผนที่ออนไลน์ ซึ่งจะสามารถคำนวณต้นทุนการขนส่งได้อย่างละเอียด และมีส่วนในการคัดเลือกผู้ผลิตที่เหมาะสมด้วย และบริษัทในเครือข่ายยังสามารถแลกเปลี่ยนวัตถุดิบเหลือใช้ เครื่องจักรมือสอง เครื่องมือมือสองและเศษของเสียจากการผลิต ที่จะทำให้เกิดการลดต้นทุนในการซื้อของใหม่และยังสนับสนุนให้มีการรักษ์โลกมากขึ้นด้วย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเกิดจากโรงงานรองเท้า พบว่า ผู้ผลิตโรงงานรองเท้าในประเทศไทยมีจำนวนประมาณ 2,251 ราย จำแนก เป็นโรงงานขนาดเล็ก 1,484 ราย โรงงานขนาดกลาง 742 ราย และที่เหลือเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่มีแรงงานมากกว่า 2,000 คน จำนวน 25 ราย มีโรงงานที่ผลิตรองเท้าหนัง รองเท้าแตะ และชิ้นส่วนประกอบรองเท้า ประมาณ 1,758 ราย ที่มีการใช้วัตถุดิบ หนัง หนังฟอก หนังเทียม ประมาณ 200 ล้านฟุตต่อปี เหลือใช้คงคลัง ประมาณ 40 ล้านฟุตต่อปี คิดเป็นมูลค่าของต้นทุนจมถึง 760 ล้านบาท นอกจากนี้มีการใช้ชิ้นส่วนประกอบรองเท้า ประเภทพื้นและส้นประมาณ 98 ล้านคู่ต่อปี และปริมาณเหลือใช้คงคลังเฉลี่ยต่อปี 9 ล้านคู่ ต้นทุนจมที่ในระบบคิดเป็นมูลค่า 525 ล้านบาท

เมื่อนำระบบอีซัพพลายเชนมาใช้ การใช้วัตถุดิบเหลือใช้คงคลังของผู้ผลิตรองเท้าซึ่งมีการใช้อยู่เพียง 5% เท่านั้น เพิ่มขึ้นเป็น 20-30% เท่ากับว่า นอกจากจะลดต้นทุนจมให้กับผู้ประกอบการผลิตรองเท้าที่มีวัตถุดิบเหลือใช้เกินความจำเป็นแล้ว ยังช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ไม่มีกำลังซื้อวัตถุดิบหลากหลาย เข้ามาเลือกซื้อวัตถุดิบจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่ หรือขนาดกลางที่มีวัตถุดิบเหลือได้ในราคาที่ถูกลง ทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น หากผลของการใช้อีซัพพลายเชน ที่นำมาใช้บริหารจัดการวัตถุดิบเหลือใช้ในระหว่างอุตสาหกรรมเพียง 5% ของทั้งหมดจะทำให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมรองเท้าและประเทศ ต้นทุนจมที่เกิดจากการนำวัตถุดิบหนังคงเหลือใช้กลับมาใช้จะลดลงประมาณ 38 ล้านบาท และที่เกิดจากการนำพื้นรองเท้าคงเหลือกลับมาใช้อีกประมาณ 26 ล้านบาท สรุปรวมลดต้นทุนจมให้กับกลุ่มอุตสาหกรรม 64 ล้านบาท  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท