
DIY กับคำค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท
กลายเป็นเรื่องที่เป็น Talk Of The Town ขึ้นมาทันที
กลายเป็นเรื่องที่เป็น Talk Of The Town ขึ้นมาทันที
โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์
เมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล และก็เป็นเรื่องที่หลายคนเริ่มทวงสัญญากันมากขึ้น แต่เรื่องที่หลายคนให้ความสนใจกันมากก็คือ เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ซึ่งก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมากมาย แน่นอน เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โดยให้ความเห็นว่าจะเป็นการเพิ่มต้นทุนของธุรกิจ ทำให้ธุรกิจหลายรายโดยเฉพาะ SME ที่ต้นทุนส่วนใหญ่คือ แรงงาน จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และต้องปิดตัวเองลง ส่งผลกระทบทางอ้อมให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้น
ขณะที่นักวิชาการและเจ้าของธุรกิจบางราย โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจรายใหญ่ของประเทศ เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ กลับเห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และการเพิ่มรายได้เกษตรกร ซึ่งเป็นแรงงานเกือบครึ่งของแรงงานทั้งหมด เพราะจะช่วยเพิ่มปริมาณความต้องการบริโภคในประเทศแทนการพึ่งพิงการส่งออก โดยให้ข้อมูลประกอบว่า ค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานไทยหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือระหว่างปี 2540-2553 พบว่าค่าจ้างขั้นต่ำในเขตกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มเพียง 1.31 เท่า ต่ำกว่าดัชนีราคาสินค้าซึ่งปรับเพิ่มขึ้นถึง 1.42 เท่า และหากเทียบเป็นรายได้ประชาชาติต่อคนพบว่า รายได้ของกลุ่มแรงงานเพิ่มจาก 56,726 บาทต่อปี ในปี 2540 เป็น 109,000 บาทต่อปี ในปี 2553 ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มที่ต่ำกว่าอุตสาหกรรมอื่นมาก
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนั้น ในความเห็นของผมแล้วก็เห็นด้วยกับนักวิชาการและซีพีเช่นกันว่า ควรที่จะปรับเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่เพราะเหตุผลที่ว่าต้นทุนการผลิตโดยเฉลี่ยมาจากค่าจ้างขั้นต่ำไม่เกินร้อยละ 10 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 90 เป็นต้นทุนที่มาจากส่วนอื่นๆ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคงไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นจนอยู่ไม่ได้ และต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น แต่เป็นเพราะเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นเรื่องที่เราคงหนีไม่พ้นแล้ว การที่นักธุรกิจไทยยังคงกดค่าจ้างเพียงเพื่อหวังบริหารต้นทุนให้ถูกแบบง่ายๆ คงไม่สามารถทำได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในภาวะที่เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจมีการปรับตัวเร็ว และการที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะเกิดในปี 2558
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้แรงงานไทยที่ถูกกดค่าจ้างมากๆ และนานๆ ย่อมทนไม่ไหว การที่เกิดเหตุการณ์มวลชนคนเสื้อแดง หรือการที่พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนอย่างล้นหลามจนชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอยในครั้งนี้ ก็น่าจะเป็นจดหมายเตือนฉบับหนึ่งที่ไม่เพียงพรรคประชาธิปัตย์ต้องเรียนรู้ เจ้าของธุรกิจที่มุ่งแต่จะดำเนินธุรกิจบนต้นทุนแรงงานที่ถูกก็ต้องเรียนรู้ด้วยเช่นกัน
หากจะมองประเทศไทยในอนาคตเป็นอย่างไร ผมก็คาดว่าน่าจะเป็นเหมือนประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ที่งานง่ายๆ ประชาชนจะทำกันเอง เช่น การต่อโต๊ะ เก้าอี้ ตู้ งานซ่อมแซมบ้าน งานประปา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย
อันดับแรกเลย คือ แรงงานที่ไม่มีทักษะคงหางานยากขึ้น เพราะประชาชนทำเอง และเพราะเจ้าของธุรกิจต้องการลดต้นทุน โดยจ้างคนน้อยลง จึงคัดเลือกเฉพาะแรงงานที่มีความสามารถมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นในส่วนของแรงงาน หากต้องการค่าจ้างที่สูงขึ้น ก็ต้องพัฒนาคุณภาพของตนเองให้สูงขึ้น
อันดับสอง คือ เจ้าของธุรกิจเองก็จะลดต้นทุน โดยการทำธุรกิจแบบ DIY (Do it Yourself) คือให้ลูกค้าเป็นผู้ประกอบสินค้าเอง เพื่อให้ขายสินค้าได้ ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้คือ IKEA เจ้าใหญ่เฟอร์นิเจอร์แบบ DIY จากสวีเดน ที่กำลังเข้ามาเมืองไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมเพิ่งเจอมาเมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. แถวพุทธมณฑลสาย 3 เปิดให้ลูกค้าเลือกเติมน้ำมัน 2 แบบ คือ หากให้เด็กปั๊มบริการก็จะคิดราคาปกติ แต่หากเติมเองก็จะมีส่วนลด 30 สต./ลิตร แน่นอนคนส่วนใหญ่เลือกเติมเองเพื่อประหยัดกันทั้งนั้น ซึ่งดีต่อลูกค้า เพราะประหยัด ดีต่อเจ้าของปั๊มเพราะประหยัดต้นทุน แต่แย่ต่อเด็กปั๊ม เพราะต้องตกงาน
อันดับสาม คือ การพัฒนาของประเทศในระยะยาวดีขึ้น เพราะเมื่อเกมธุรกิจเปลี่ยน ทุกคนก็ไม่สามารถทำแบบเดิมๆ ได้ ทุกคนต้องมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ รัฐบาล แรงงาน ประชาชน ฯลฯ เมื่อทุกคนพัฒนา ประเทศไทยก็ย่อมพัฒนา แต่ถ้าถามว่าจะมีคนเจ็บปวดหรือไม่ แน่นอนต้องมี โดยเฉพาะคนที่ปรับตัวไม่ได้ ไม่ว่าจะเพราะไม่อยากปรับ หรือปรับแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ ก็คงต้องมองหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดของตนเองต่อไป
การจะก้าวผ่านช่วงปรับตัวนี้คงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยเหลือทั้งเจ้าของธุรกิจและแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษี เช่น การปรับลดภาษีนิติบุคคล การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การให้เงินอุดหนุนโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพฝีมือแรงงาน เป็นต้น







