
สหพัฒน์บุกตลาดแฟชั่นหรู
คว้าสิทธิขายอโดลโฟโดมิงกัซเสริมทัพธุรกิจไทยรับมือเปิดเสรี
คว้าสิทธิขายอโดลโฟโดมิงกัซเสริมทัพธุรกิจไทยรับมือเปิดเสรี
ศึกแฟชั่นปะทุ “บูติคนิวซิตี้” คว้าไลเซนส์ อโดลโฟ โดมิงกัซ บุกตลาดไทย เสริมไลน์สินค้าแฟชั่นในเครือ ต่อยอดบุกอาเซียน
นางศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา ประธานกรรมการ บริษัท บูติคนิวซิตี้ ผู้ดำเนินธุรกิจอุตสาห กรรมแฟชั่นเครื่องแต่งกายในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ล่าสุดบริษัทได้รับสิทธิ (ไลเซนส์) นำเข้าและทำตลาดเครื่องแต่งกายแฟชั่นแบรนด์ใหม่ล่าสุด “อโดลโฟ โดมิงกัซ” (Adolfo Dominguez) จากประเทศสเปนในประเทศไทย โดยบริษัทอาศัยสิทธิพิเศษการทำตลาดภายใต้กรอบการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ที่เอื้อประโยชน์ด้านสิทธิภาษีระหว่างกัน
สำหรับสินค้าแฟชั่นแบรนด์ใหม่ดังกล่าว มีจุดเด่นด้านการออกแบบจากรอยยับที่สวยงาม หรือ “พลีซ บิวติฟูล” รวมทั้งขั้นตอนการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่เป็นลักษณะการใช้เส้นใยผ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (อีโคแฟบริก) อาทิ การใช้ผ้าลินิน หรือการใช้ใยสังเคราะห์มาผสมผสาน เพื่อลดการใช้พลังงานจากการรีดเสื้อผ้า เป็นต้น
การวางตำแหน่งเสื้อผ้าแฟชั่นภายใต้แนวคิด “อีโคชิก” นั้น จะเป็นเสื้อผ้าที่มีความหรูหราดูดี เป็นแฟชั่นชั้นสูง (ไฮ-แบรนด์แฟชั่น) ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับแบรนด์อาร์มานี ฯลฯ แต่มีราคาที่ต่ำกว่าราว 30-40% อาทิ สินค้ากลุ่มเสื้อเชิ้ตราคา 4,000-6,000 บาท เสื้อสูทราคา 1.9 หมื่นบาท ขณะที่สินค้าไฮแฟชั่น เสื้อสูทอยู่ที่ 4 หมื่นกว่าบาท หรือเสื้อเชิ้ตราว 9,000 บาท เป็นต้น โดยเน้นจับกลุ่มเป้าหมายชายและหญิง และระดับผู้บริหารรุ่นใหม่ๆ
ด้านแผนการทำตลาดในไทย บริษัทเตรียมเปิดร้านสาขาต้นแบบ (แฟล็กชิปสโตร์) “อโดลโฟ โดมิงกัซ” แห่งแรกในเดือน ส.ค.นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 บนพื้นที่ 200 ตร.ม. ซึ่งการมีแบรนด์ใหม่ดังกล่าวจะทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งในการทำตลาดสินค้าแฟชั่นที่หลากหลายมากขึ้น จากปัจจุบันทำตลาดแบรนด์ต่างๆ กว่า 10 แบรนด์ อาทิ Guy Laroche C&D Classic and Difference, Lof.fi.cial, GSP และ Pepsi Jeans เป็นต้น
แนวทางดังกล่าวเพื่อรองรับตลาดแฟชั่นทั้งในและต่างประเทศที่เติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันหันมาแต่งตัวกันมากขึ้น เห็นได้จากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีแฟชั่นแบรนด์เนมใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจบริษัทในเครือสหพัฒน์นับจากนี้ ที่จะมุ่งให้ความสำคัญกับการทำตลาดแฟชั่นเครื่องแต่งกายในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น
การเตรียมแผนรับมือดังกล่าว ทำให้บริษัทมีจุดแข็งในการทำตลาดสินค้าแฟชั่นในแต่ละแบรนด์ได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และบริษัทยังมีแนวคิดจัดตั้งสถาบัน (อะคาเดมี) การฝึกอบรมการแต่งกายที่สวยงามและถูกต้องตามกาลเทศะต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจแฟชั่นที่ตรงกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันด้วย โดยบริษัทมียอดขายเติบโตเฉลี่ย 10% ทุกปี โดยสิ้นปีนี้คาดว่าจะมียอดขายกว่า 1,000 ล้านบาท







