
‘ขาใหญ่’ตัดใจเข้าตลาดหุ้น
ลูกค้าขาใหญ่เตรียมลุยเข้าตลาดหุ้น หลังต้นทุนหุ้นกู้พุ่งแข่งผลิตภัณฑ์เงินฝากดอกเบี้ยสูงไม่ไหว
ลูกค้าขาใหญ่เตรียมลุยเข้าตลาดหุ้น หลังต้นทุนหุ้นกู้พุ่งแข่งผลิตภัณฑ์เงินฝากดอกเบี้ยสูงไม่ไหว
นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ลูกค้าขนาดใหญ่ที่มียอดขายเกินปีละ 500 ล้านบาทหลายบริษัท เริ่มมองหาช่องทางระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาสแรกและ 2 ของปีหน้า เพื่อเลี่ยงปัญหาการออกหุ้นกู้ที่เริ่มมีต้นทุนสูงขึ้น เนื่องจากธนาคารแข่งขันกันออกผลิตภัณฑ์เงินฝากดอกเบี้ยสูง ซึ่งดึงดูดใจผู้ลงทุนได้มากกว่า
“หากลูกค้าจะออกหุ้นกู้ในช่วงนี้ ก็ต้องให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก เพราะเงินฝาก 4 เดือนอยู่ที่ 3% เศษ ขณะที่หุ้นกู้อายุ 3 ปี ผลตอบแทนอยู่ที่ 4-5% จึงทำให้เกิดปัญหาการออกหุ้นกู้ แม้บริษัทเอกชนอยากออกขายก่อนดอกเบี้ยเงินกู้จะปรับสูงขึ้นไปมากกว่านี้ แต่ฝั่งผู้ลงทุนกลับไม่อยากลงทุน เพราะมีทางเลือกอื่นที่น่าสนใจกว่า” นายสารัชต์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีตั๋วบี/อี ที่ออกมาสู้กับหุ้นกู้อีก แม้ตั๋วบี/อี จะไม่ได้รับการคุ้มครองเหมือนเงินฝาก แต่นักลงทุนก็มีความมั่นใจธนาคารพาณิชย์ผู้ออกตั๋วมากกว่า จึงทำให้การออกหุ้นกู้ไม่ดึงดูดผู้ลงทุนมากนัก
“ตอนนี้คนขายอยากขาย แต่คนซื้อไม่อยากซื้อ หลายบริษัทจึงเลือกที่จะเข้าตลาดหุ้น ทั้งกลุ่มเกษตร ยานยนต์ พลังงานทดแทน” นายสารัชต์ กล่าว
นายสุรเดช เกียรติธนากร ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจวาณิชธนกิจ สายธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การจดทะเบียนในตลาดหุ้นเพื่อระดมทุนถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ลูกค้าเริ่มมองในช่วงนี้ เพราะคาดการณ์ว่าใน 3-6 เดือนข้างหน้าเงินจะไหลเข้าไทยมากขึ้น ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร เนื่องจากสถานการณ์ในสหรัฐและสหภาพยุโรปไม่น่าไว้วางใจ จึงทำให้หุ้นใหม่ๆ ได้รับความสนใจ
นายสุรเดช กล่าวอีกว่า ขณะนี้นักลงทุนเริ่มมองหาดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติ บริษัทที่คิดจะออกหุ้นกู้ต้องให้ผลตอบแทนที่สูง จึงต้องชั่งใจว่าให้ผลตอบแทนสูงจะคุ้มหรือไม่
ทั้งนี้ ครึ่งปีแรกธนาคารออกหุ้นกู้ไปแล้วเกือบ 1 แสนล้านบาท ขณะที่ครึ่งหลังของปีนี้มีบริษัทที่เตรียมออกหุ้นกู้รวม 1 แสนล้านบาท ทำให้ทั้งปีนี้การออกหุ้นกู้จะอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท จากปีก่อน 1.7 แสนล้านบาท โดยกลุ่มที่มีแผนออกหุ้นกู้ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมิคอล สถาบันการเงินทั้งเช่าซื้อและสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์







