
คนไทยทำใจกินหมูแพง
ประชาชนเตรียมรับมือหมูแพงได้จากนี้เป็นต้นไป เหตุจากสถานการณ์โรคระบาดรุมเร้าฟาร์มหมูหนัก
ประชาชนเตรียมรับมือหมูแพงได้จากนี้เป็นต้นไป เหตุจากสถานการณ์โรคระบาดรุมเร้าฟาร์มหมูหนัก
ส่งผลให้ปริมาณหมูที่ออกสู่ตลาดลดลง 20-30% กระทรวงพาณิชย์จึงสั่งปรับขึ้นราคาแนะนำสินค้าหมูให้สะท้อนกับความเป็นจริงมากที่สุด โดยราคาหมูหน้าฟาร์มภาคกลางปรับเพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ (กก.) 79 บาท ภาคอีสานและเหนือให้ปรับเพิ่มขึ้นอีก 4 บาท และภาคใต้เพิ่ม 6 บาท
ส่งผลให้ราคาหมูเนื้อแดงปรับขึ้นเป็น กก.ละ 140-150 บาท ในเขตพื้นที่ตลาดสดกรุงเทพฯ และภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ ให้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น กก.ละ 155 บาท และภาคใต้เป็น กก.ละ 160 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.เป็นต้นไป
ขณะเดียวกันทางกรมการค้าต่างประเทศยังได้พิจารณาออกมาตรการห้ามอนุญาตส่งออกสุกรไปต่างประเทศเป็นการชั่วคราว เพื่อควบคุมสถานการณ์สุกรภายในประเทศให้เป็นไปตามปกติ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์ราคาสินค้าอาหารจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ทางกระทรวงพาณิชย์ยังยืนยันที่จะดูแลเงินเฟ้อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ 3.2-3.7%
ซีพีหนุนขึ้นค่าจ้าง 300 บาท
นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล รองประธานคณะกรรมการบริหารการเงิน เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า นโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เป็นสิ่งที่ดีและต้องทำ จะเป็นการปรับขึ้นครั้งเดียวหรือทยอยปรับก็แล้วแต่ เพราะเมื่อพิจารณาจากระดับค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบัน ถือว่ามีการปรับตัวต่ำกว่าดัชนีราคาสินค้า อัตราเงินเฟ้อ และรายได้ประชากรอยู่แล้ว เท่ากับว่าแรงงานมีรายได้น้อยลง ส่วนการปรับขึ้นค่าจ้างจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต หรือการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ประเด็นเหล่านี้รัฐบาลต้องเข้ามาดูแลและมีมาตรการบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไปด้วย เช่น มาตรการทางภาษี มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี หรือการให้เงินอุดหนุนบางอุตสาหกรรม และสำหรับ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมทำตามนโยบายของรัฐอยู่แล้ว
สอท.เผยปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง
ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต้องจับตาดูเป็นพิเศษ ได้แก่ 1.อัตราเงินเฟ้อที่อาจจะขยายตัวทะลุเป้า โดยเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีที่ 3.8-4.5% เนื่องจากระดับราคาสินค้าเกษตรและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น 2.ทิศทางดอกเบี้ยสูงเสี่ยงต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 3.ความเสี่ยงจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน หากมีการนำมาใช้จริงจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตและภาคการส่งออก รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 4.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) 5.เงินบาทมีความผันผวนไปในทางแข็งค่า ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนอาจทะลุหลุดต่ำกว่า 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ 6.ความเสี่ยงจากนโยบายประชานิยม หากรัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เสี่ยงต่อเศรษฐกิจระยะยาว รวมทั้งหลายนโยบายยังกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เอไอเอสเปิด 3จี รายแรก
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ได้เปิดให้บริการ 3จี บนคลื่นความถี่เดิม หรือเอชเอสพีเอ เชิงพาณิชย์เป็นรายแรกเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ใช้งบลงทุน 2,500 ล้านบาท จำนวน 1,880 สถานี ใน 9 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี หาดใหญ่-สงขลา ภูเก็ต ชะอำ-หัวหิน-ปราณบุรี และนครราชสีมา มีค่าบริการเริ่มต้นที่ 150 บาทต่อเดือน ซึ่งการเปิดให้บริการครั้งนี้ ส่งผลให้ขณะนี้ลูกค้าเอไอเอสที่มีอยู่ 32 ล้านราย สามารถใช้บริการได้ 3 เครือข่าย คือ เอดจ์พลัส 3จี และอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง หรือไวไฟ ที่ได้ร่วมมือกับ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำนวน 5 หมื่นจุดทั่วประเทศ โดยบริการ 3จี เอชเอสพีเอสามารถรองรับความเร็วสูงสุด 21.6 เมกะบิตต่อวินาที และรองรับลูกค้าได้สูงสุด 1 ล้านราย
ยอดใช้แอลพีจี-เอ็นจีวีพุ่ง
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การใช้พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2554 (ม.ค.-มิ.ย.) พบว่า ปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) อยู่ที่วันละ 1.78 หมื่นตันต่อวัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 24% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) อยู่ที่วันละ 6,300 ตัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 35% ซึ่งสาเหตุที่มีปริมาณการใช้สูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ใช้เบนซินหันมาใช้พลังงานที่มีราคาถูกกว่า







