
ระวังศก.โอเวอร์ฮีต
เตือนรัฐบาลอย่าไปกระตุ้นมากปล่อยให้โตตามศักยภาพ4-5%
เตือนรัฐบาลอย่าไปกระตุ้นมากปล่อยให้โตตามศักยภาพ4-5%
ธปท.เตือนรัฐบาลอย่ากระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินหวั่นโอเวอร์ฮีต แย้มขึ้นดอกเบี้ยให้สมดุล
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาสมาคมตราสารหนี้ไทยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปีนี้ไม่น่าห่วง ยังมีแนวโน้มโตได้ต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยด้านการส่งออก การลงทุน และการบริโภคภาคเอกชนในประเทศที่ยังขยายตัวได้ดี
ทั้งนี้ ในปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตใกล้เต็มศักยภาพที่ระดับ 4.55% โดยปีนี้ ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 4.1% ในปีหน้าจะขยายตัวได้ 4.2%
“แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากปัจจัยเหล่านี้ น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังโตต่อไปได้ แต่แรงกดดันต่อราคาสินค้ายังน่าจะมีขึ้นต่อเนื่อง จากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งที่จริงๆ เศรษฐกิจไทยโตใกล้เต็มศักยภาพ 4.55% แล้ว ซึ่งหากไปกระตุ้นให้ขยายตัวเกินศักยภาพจะเป็นความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อ จึงไม่จำเป็นต้องไปกระตุ้นมากเกินไป เพราะอาจเกิดโอเวอร์ฮีต หรือภาวะความร้อนแรงเกินศักยภาพที่จะรับได้” นายไพบูลย์ กล่าว
ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ในระยะต่อไปเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายมากขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลก แรงกดดันเงินเฟ้อ นโยบายการคลัง และการคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้ประกอบการ ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลเงินเฟ้อหลังการเลือกตั้งพบว่าล้วนแต่คาดการณ์ในอัตราที่สูงขึ้นมาก
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในการดูแลให้เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจ ธปท.น่าจะยังต้องพิจารณาปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมาในระดับปกติที่ระดับ 0.25% ต่อไป เพราะขณะนี้แม้จะมีการขึ้นดอกเบี้ยมาต่อเนื่องโดยขึ้นมาแล้ว 2% เป็น 3.25% แต่ดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงก็ยังติดลบอยู่
สะท้อนให้เห็นว่า ภาวะการเงินในระบบยังผ่อนคลาย เพราะคนยังรู้สึกว่า การกู้ไปลงทุนไปใช้จ่ายยังคุ้มค่ากว่าเก็บเงินไว้เพื่อกินผลตอบแทนจากดอกเบี้ย ซึ่งจะเห็นได้จากสินเชื่อเพื่อการซื้อบ้าน ลีสซิง หรือกู้เงินเพื่อซื้อรถยนต์ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายทั้งปีจะยังมีความเสี่ยงต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจไทยเป็นระบบการเงินทุนเสรี แต่ในระยะข้างหน้า ธปท.จะมีมาตรการผ่อนคลายให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มเติมด้วย
อย่างไรก็ตาม ควรจะมีการบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผันผวนรวดเร็ว ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยง แต่นโยบายการดูแลเงินทุนไหลเข้าของ ธปท.จะไม่เปลี่ยนแปลง ธปท.จะไม่ดูว่าค่าเงินบาทอยู่ในอัตราเท่าไร เพราะไม่มีเป้าหมายในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน







