
หนุนกลต.คุมบี/อี
ช่วยลูกค้าดูความเสี่ยงก่อนซื้อเหตุรัฐไม่คุ้มครองเงินฝากให้
ช่วยลูกค้าดูความเสี่ยงก่อนซื้อเหตุรัฐไม่คุ้มครองเงินฝากให้
ธปท.หนุน ก.ล.ต.คุมการออกตั๋วบี/อี เพราะเหมือนหุ้นกู้และไม่ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก จึงต้องออกเกณฑ์ดูแลให้เข้มงวด
นางธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า กลางเดือน ส.ค.นี้น่าจะได้ข้อสรุปว่าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเข้ามากำกับดูแลการออกตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ของธนาคารพาณิชย์หรือไม่
ทั้งนี้ ก.ล.ต.มองว่าตั๋ว บี/อี เป็นตราสารทางการเงินในเชิงพาณิชย์รูปแบบหนึ่ง คล้ายหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่ได้ออกขายในปัจจุบัน จึงมีความจำเป็นต้องเข้าดูแลเพื่อคุ้มครองประชาชนในระดับหนึ่ง เพราะตั๋ว บี/อี ไม่ได้รับความคุ้มครองเงินฝาก
อย่างไรก็ดี หาก ก.ล.ต.เข้ามาดูแลอีกมุมหนึ่งก็อาจสร้างความยุ่งยากให้กับธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการออกตั๋วบี/อี ขายให้กับลูกค้า เพราะธนาคารจะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น กฎระเบียบก็อาจเป็นอุปสรรค แทนที่ลูกค้าจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก เพราะธนาคารไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก 0.4% เพราะธนาคารไม่ต้องส่งเงินเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากปีละ 0.4% เหมือนเงินฝากทั่วไป ก็ะกลายเป็นว่าลูกค้าอาจได้ผลตอบแทนที่น้อยลง ธนาคารไม่ได้ให้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนเดิม
อีกกรณีหนึ่งหากธนาคารมองว่าการออกตั๋วบี/อียุ่งยาก ก็จะไม่อยากออก สุดท้ายก็จะเหลือแต่ผลิตภัณฑ์เงินฝากอย่างเดียวทำให้ผู้ฝากเงินมีทางเลือกน้อยลง เกิดความยุ่งยาก เพราะมีกฎระเบียบเข้ามาเกี่ยวข้อง จากเดิมการออกตั๋วบี/อี ธนาคารสามารถออกขายได้ทันทีเหมือนเงินฝาก ก็อาจทำให้ธนาคารไม่อยากออกผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ สุดท้ายก็จะเหลือแต่เงินฝากเพียงอย่างเดียว ทางเลือกของผู้ฝากก็จะลดน้อยลง
“ตั๋วบี/อี ถือเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่แข่งกับผลิตภัณฑ์เงินฝากของธนาคารเฉพาะกิจได้ดี เพราะบี/อีให้ดอกเบี้ยสูง ปัจจุบันธนาคารเฉพาะกิจเข้ามาเป็นคู่แข่งกับธนาคารพาณิชย์ เดิมในปี 2552 เงินฝากในระบบ 20% มาจากธนาคารเฉพาะกิจ แต่ขณะนี้เงินฝากของธนาคารเฉพาะกิจรวมกับพันธบัตรมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 24% ถือว่าเพิ่มขึ้นเร็ว และจะเป็นอย่างนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า เพราะมีเรื่องคุ้มครองเงินฝากเข้ามาเกี่ยวข้อง” นางธัญญลักษณ์ กล่าว
ทั้งนี้ สิ้นปี 2553 ตั๋วบี/อี มีจำนวนทั้งสิ้น 980,776 ล้านบาท หรือ 12.5% ที่เหลือ 87.5% เป็นเงินฝาก แต่เมื่อถึง พ.ค. 2554 บี/อี กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.26 ล้านบาท หรือ 15% ขณะที่เงินฝากลดลงเหลือ 85%
นายกฤษณ์ จันทโนทก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ก.ล.ต.ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าต่อไปการออกตั๋วบี/อี จะต้องผ่าน ก.ล.ต.หรือแค่ผู้ขายต้องมีใบอนุญาตประกอบการขาย (ไลเซ่น) แต่หลังจากทราบข่าวว่า ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการพิจารณา ธนาคารก็มีนโยบายว่าจะไม่ขายตั๋วบี/อี ในระดับต่ำกว่า 1 แสนบาท เพราะหากต่ำกว่านี้ก็จะเป็นลูกค้ารายย่อย อาจไม่เข้าใจในผลิตภัณฑ์
“เดิมบี/อีจะเป็นลูกค้ารายใหญ่เสียมาก แต่ตอนนี้บี/อีเหมือนเงินฝากประจำ รายย่อยสัมผัสได้ง่ายขึ้น แต่เราจะไม่ลงกลุ่มรายย่อยมาก เพราะบี/อี เป็นการลงทุนที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจ ลูกค้าต้องเข้าใจก่อนการลงทุน ถ้า ก.ล.ต.มีนโยบายกำหนดชัด การซื้อขายบี/อีก็อาจไม่แพร่หลายกว้างมาก แต่จะดีในแง่เพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภค” นายกฤษณ์ กล่าว
แหล่งข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หาก ก.ล.ต.จะเข้ามากำกับดูแลเพราะถ้าเข้าข่ายเป็นหลักทรัพย์ก็ต้องจัดทำขบวนการต่างๆ ตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. อาทิ การเปิดเผยข้อมูลให้เท่าเทียมกับการออกจำหน่ายหลักทรัพย์อื่นๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน ถือเป็นการช่วยดูแลคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นนักลงทุนรายย่อยได้มากขึ้น
“ถ้า ก.ล.ต.คุมตั๋วบี/อี เพราะเข้าข่ายเป็นหลักทรัพย์จริงๆ ยอมรับว่ามีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือช่วยคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น แต่ก็อาจจะมีข้อเสียกับธนาคารให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาถึงขั้นไปกระทบความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ถึงขั้นทำให้ธนาคารเลิกออกตั๋วบี/อีหันไประดมสภาพคล่องผ่านเงินฝากหมด เพราะถึงที่สุดธนาคารแต่ละแห่งต้องพิจารณาต้นทุนการทำธุรกิจที่เหมาะสมกับตัวเองซึ่งธปท.ไม่บังคับอยู่แล้ว” แหล่งข่าว ธปท.ระบุ
แหล่งข่าว ธปท.กล่าวต่อว่า เรื่องนี้คิดว่าธนาคารจะสามารถบริหารต้นทุนที่เหมาะสมของตัวเองได้ หาก ก.ล.ต.เข้ามากำกับดูแลในอนาคต เพราะอย่าลืมว่ามันมีความจำเป็นในการดูแลผู้บริโภคด้วย







