
ทริสห่วงเครดิตแบงก์-บล.
แข่งขันดุเดือดหึ่งหั่นคอมม์0% CSชอบหุ้นไทย
แข่งขันดุเดือดหึ่งหั่นคอมม์0% CSชอบหุ้นไทย
ทริสห่วงโบรกเกอร์แบงก์ เหตุเริ่มเห็น บล. 1 รายจุดชนวนหั่นค่าคอมมิชชันเหลือ 0% ธนาคารเหนื่อยคุ้มครองเงินฝาก
นายสันติ กีระนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงและอยู่ระหว่างการติดตามในธุรกิจการเงิน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอกไม่ใช่เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัท
แนวโน้มธุรกิจธนาคารพาณิชย์อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ หลังจากที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะลดวงเงินคุ้มครองให้เหลือไม่เกินคนละ 1 ล้านบาทต่อธนาคาร ทำให้ธนาคารแต่ละแห่งต้องหาวิธีแข่งขันเพื่อรักษาฐานเงินฝากของลูกค้าไว้
ด้านธุรกิจ บล. ที่จะเริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในปี 2555 สำหรับการเปิดเสรีค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชัน) อย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงหรือสงครามราคาขึ้นอีกรอบ เนื่องจากตอนนี้คนในวงการพูดกันว่ามี บล. 1 ราย เริ่มใช้กลยุทธ์ในการคิดค่าคอมมิชชันที่ 0%
“ก่อนหน้านี้มองว่าคอมมิชชันเสรีไม่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม แต่ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณที่ไม่สู้ดีนักหลังมี บล.บางรายหั่นค่าคอมมิชชันเหลือ 0% ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้รายอื่นหันมาทำตาม หรือเกิดสงครามราคามากขึ้น และในที่สุดก็จะส่งผลลบต่ออุตสาหกรรม บล.” นายสันติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม มองว่าสมาคมโบรกเกอร์ซึ่งเป็นผู้ดูแลควรสร้างกติกาและหาแนวทางจัดการที่ชัดเจนเพื่อให้ บล.อยู่ในกติกา หากพบว่า มีความผิดจริงควรมีบทลงโทษ เช่น อาจต้องพ้นสภาพการเป็นสมาชิก หรือประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพราะมีสิทธิถอนใบอนุญาตได้
กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ปีนี้ทริสยังคงจับตาดูในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม แต่ไม่มีกลุ่มไหนที่ต้องความกังวลเป็นพิเศษ เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นทำให้ธุรกิจมีผลประกอบการที่ดีขึ้นตาม
อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาได้ปรับลดความเชื่อถือ 23 อุตสาหกรรม เช่น กลุ่มก่อสร้าง กลุ่มบริการขนส่งและโลจิสติกส์ลง เช่น บริษัท อาร์ ซี แอล (RCL) เพราะบริษัทไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับการแข่งขันรุนแรงเหมือนบริษัทอื่นๆ
ขณะที่มีการเพิ่มความน่าเชื่อถือใน 4-5 อุตสาหกรม เช่น กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเคยห่วงมากเมื่อปี 2553 แต่บริษัทสามารถปรับตัวได้ดี ไม่ได้สะสมที่ดินเปล่ามาก ประกอบกับปัจจุบันยังมีความต้องการซื้ออสังหาฯ มากขึ้น
นายแดน ไฟน์แมน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เครดิตสวิส ยังมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหุ้นไทยช่วง 6 เดือนข้างหน้า จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจคาดจะมีการปรับประมาณกำไรบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น
สำหรับ บจ.ที่จะได้ประโยชน์ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บริษัท แอล.พี. เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) บริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT)







