
ส่งออกทางเรือยื่นรัฐบาลใหม่ขอใช้ต่างด้าว
สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือ ส่งหนังสือขอผ่อนผันใช้แรงงานต่างด้าวให้รัฐบาลใหม่ ต.ค.
สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือ ส่งหนังสือขอผ่อนผันใช้แรงงานต่างด้าวให้รัฐบาลใหม่ ต.ค.
หลังบีโอไอประกาศห้าม ผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนฯ งดใช้ตั้งแต่ 24 พ.ย.นี้
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สภาผู้ส่งสินค้าฯ เตรียมจัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ภายในเดือน ต.ค. เพื่อให้รัฐบาลทบทวนประกาศของบีโอไอที่จะเริ่มบังคับอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากบีโอไอห้ามใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.นี้
ทั้งนี้ โดยจะแจ้งให้ทราบถึงความเดือดร้อน เพราะปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมใช้แรงงานต่างด้าวกว่า 1 ล้านคน จึงต้องการขอผ่อนผันให้สามารถใช้แรงงานต่างด้าวต่ออีก 2-3 ปี รวมทั้งเสนอให้กำหนดอัตราส่วนการจ้างแรงงานต่างด้าวในสัดส่วน 15-40% แทน
ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนจากบีโอไออย่างน้อย 101 ราย ที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และยังจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมาก หากจะต้องเลิกจ้างแรงงานต่างด้าวอาจส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออกสินค้าและคำสั่งซื้อที่กำลังขยายตัว ดังนั้น การยกเว้นการบังคับใช้ประกาศดังกล่าวในกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับเพียงการอำนวยความสะดวกแต่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ ให้สามารถใช้แรงงานต่างด้าวได้ในสัดสวนที่แตกต่างกันไป
นอกจากนี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่มีแรงงานไทยต้องการทำงาน ก็ให้มีการกำหนดอัตราส่วนการจ้างแรงงานต่างด้าวดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร อิเล็กทรอนิคส์ สิ่งทอ และ เฟอร์นิเจอร์
“ไทยมีการใช้แรงงานต่างด้าวในทุกภาคการผลิตรวมกว่า 3.5 ล้านคน เฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมมีถึง 1 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานพม่ากว่า 80% ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องการให้มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ส่งผลกระทบถึงต้นทุนและราคาขายกว่า 20% หากรัฐไม่ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คงไม่สามารถอยู่ได้” นายวัลลภ กล่าว
นายวัลลภ กล่าวว่า ทางสภาผู้ส่งออกฯ ได้คาดการณ์ดัชนีการส่งออกไตรมาส 3 ว่าจะมีอัตราการเติบโตด้านมูลค่า 15.9% โดยเป็นอัตราเติบโตด้านปริมาณ 9.2% ขณะที่ไตรมาส 4 คาดว่าจะมีอัตราเติบโตด้านมูลค่าเพิ่มขึ้น 15.7% โดยเป็นอัตราเติบโตด้านปริมาณ 8.9% ส่งผลให้การเติบโตด้านมูลค่าการส่งออกทั้งปีอยู่ที่ 17.5% และเป็นอัตราเติบโตด้านปริมาณเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม
นายพิฑูร ตรีวิจิตรเกษม รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยที่อาจจะกระทบต่อการส่งออกในช่วงไตรมาส 3-4 คือค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ พร้อมทั้งแนะผู้ส่งออกและผู้ประกอบการให้เตรียมรับมือนโยบายรัฐบาลใหม่ที่ต้องการให้ค่าเงินบาทแข็งเพื่อลดเงินนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกมากกว่า 70%
ขณะเดียวกัน เป็นห่วงอุตสาหกรรมในกลุ่มเซรามิกและแก้วกระจกที่จะได้รับผลกระทบหนักกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมอื่น เพราะนอกจากเรื่องค่าแรงที่จะเพิ่มขึ้นแล้วยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าก๊าซแอลพีจี.ที่จะสูงขึ้นทุกไตรมาส และอาจส่งผลให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในไทยเตรียมชะลอการดำเนินการเพื่อดูท่าทีของรัฐบาลใหม่เกี่ยวกับนโยบายค่าแรง เพื่อเตรียมย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นแทน







