
กลยุทธ์การลงทุนทองคำในปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2554 ที่ผ่านมา ราคาทองคำได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2554 ที่ผ่านมา ราคาทองคำได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
โดย..สุรศักดิ์ ธรรมโม
จากผลของความกลัวเรื่องการเบี้ยวหนี้ของรัฐบาลสหรัฐและความเสี่ยงหนี้สาธารณะยุโรปซึ่งผลักดันราคาให้อยู่ที่ 1,610.70 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งกระตุ้นความต้องการซื้อทองคำและกองทุนรวมทองคำของนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก
ในขณะที่นักลงทุนรายใหญ่ในไทยและร้านทองในประเทศไทย ได้ใช้โอกาสนี้ทยอยขายทองคำที่ถือไว้จนมีผลทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมา
ประเด็นคือ กลยุทธ์การลงทุนในทองคำต่อจากนี้คืออะไร และความเสี่ยงตลอดจนช่วงเวลาที่เหมาะในการขายทำกำไรทองคำ หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำควรจะเป็นช่วงใด
หลังจากปี 2551 การเคลื่อนไหวราคาทองคำเชื่อมโยงกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และเห็นว่าการพิมพ์เงินของธนาคารกลางสหรัฐในชื่อ “โครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ครั้งที่ 1 และ 2” นั้น บ่อนทำลายค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะยาว และอาจจะทำให้เงินเฟ้อในอนาคตปรับเร่งขึ้นมาก
ในอดีตไม่เคยปรากฏสภาวะอย่างนี้ ย้อนกลับไปในสมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ซึ่งประกาศละทิ้งระบบเบรตตันวูดส์ที่กำหนดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐตายตัวกับทองคำ ไม่ได้ส่งผลให้โลกตระหนกจนต้องละทิ้งเงินดอลลาร์สหรัฐหันไปถือทองคำ และเมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมัน ผลก็คือเงินเฟ้อโลกเร่งตัวเพิ่มขึ้น ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นจนกระทั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ พอล โวล์กเกอร์ เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนปราบเงินเฟ้อได้สำเร็จ ราคาทองคำก็สิ้นสุดวัฏจักรขาขึ้นในปี 2523 (ค.ศ. 1980) และปรับลงมาตลอด จนกระทั่งปรับขึ้นมาปี 2549 (ค.ศ. 2006) จนถึงปัจจุบัน
เมื่อปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำคือ นโยบาย QE ซึ่งมีรากฐานมาจากพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐว่ายังอ่อนแอหรือแข็งแกร่ง ผมจึงคิดกลยุทธ์เบื้องต้นสำหรับผู้ลงทุนทองคำ ซึ่งจำแนกเป็นระดับราคาต่างๆ ดังนี้ กลุ่ม A คือ ซื้อทองคำที่ราคาก่อน 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ กลุ่ม B คือ ซื้อทองคำที่ราคาในช่วง 1,400-1,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ กลุ่ม C ซื้อทองคำที่ราคาในช่วง 1,501-1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และกลุ่ม D ซื้อทองคำที่ราคาสูงกว่า 1,601 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
เนื่องจากเราไม่รู้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะมี QE 3 หรือไม่ แต่จากข้อมูลทั้งหมด ณ ขณะนี้ เราพอสรุปเป็นสมมติฐานเบื้องต้นได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มอ่อนแอ รัฐบาลสหรัฐใกล้จะได้ข้อตกลงกับรัฐสภาในเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะ
นั่นหมายความว่า สหรัฐอาจจะดำเนินนโยบายขาดดุลการคลังไปอีกระยะหนึ่งก่อนจะลดการใช้จ่ายลง และผู้นำยุโรปน่าจะได้ข้อสรุปเห็นพ้องกันในเรื่องแก้ปัญหาวิกฤตของกรีซ ในคืนวันที่ 21 ก.ค. 2554
ดังนั้น พบว่าราคาทองคำยังพอมีโอกาสไปได้อีกระดับหนึ่ง จนกว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย หรือส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอย่างชัดเจน ซึ่งตลาดเริ่มประเมินว่าน่าจะเป็นช่วงต้นปี 2556 (ค.ศ. 2013) ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนคือ
1) การลงทุนในทองคำ ควรจะถือต่อจนกว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในต้นปี 2556
2) เนื่องจากราคาทองคำมีทิศทางการเหวี่ยงขึ้นและลงต่อวันในลักษณะที่สูงมาก ดังนั้นเมื่อธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณจะขึ้นดอกเบี้ย ผู้ลงทุนควรเร่งขายทองคำทิ้งทันที
ซึ่งถ้าเป็นไปตามสมมติฐานนี้ พบว่าผู้ลงทุนกลุ่ม A จะมีความเสี่ยงที่ต่ำมากและมีโอกาสทำกำไรได้มาก ในขณะที่กลุ่ม B เสี่ยงปานกลางและยังพอจะมีโอกาสทำกำไรได้อยู่ กลุ่ม C มีความเสี่ยงที่สูง และการทำกำไร 11-15% ยังพอเป็นไปได้ ในขณะที่กลุ่ม D มีความเสี่ยงที่สูงมากและโอกาสทำกำไรจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 10% เท่านั้น ซึ่งอันที่จริงในปัจจุบันสำหรับนักลงทุนไทย มีโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับระดับที่ 10% หรือสูงกว่า เช่น ลงทุนในกองทุนดัชนีหลักทรัพย์ไทย (Index Fund) เป็นต้น
แต่ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐแย่มาก และธนาคารกลางสหรัฐออกนโยบาย QE 3 มีความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำจะขึ้นไปที่ระดับ 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ใน 12 เดือนจากวันที่ดำเนินนโยบาย ผู้ถือทองคำในกลุ่มต่างๆ ยังคงมีโอกาสที่จะทำกำไรในระดับที่สูงอยู่ และถ้าในอีก 34 ปีข้างหน้า มีประเทศยุโรปแยกตัวออกจากระบบยูโร 23 ประเทศ ยิ่งช่วยให้ราคาทองคำมีโอกาสไปไกลกว่า 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ผู้ลงทุนกลุ่มต่างๆ จะยิ่งได้กำไรจากทองคำมากขึ้น
โอกาสในการได้กำไรในอัตราที่สูงมากจะเกิดขึ้นเมื่อสกุลเงินหลักของโลกประสบปัญหา และการเข้าซื้อทองคำในช่วงที่ราคายังต่ำ แต่ถ้าไม่ และเป็นไปตามสมมติฐาน ผู้ลงทุนกลุ่ม D เป็นกลุ่มที่เสี่ยงและควรจับตามองนโยบายการเงินของสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อหาจังหวะขายทองคำ







