
‘สศช.’ชี้เวียดนามลดค่าเงินด่องหนุนนักลงทุนทางตรงไหลเข้า
โพสต์ทูเดย์
— สศช.ชี้เวียดนามลดค่าเงินด่องกระทบไทยระยะยาว แย่งนักลงทุนทางตรงนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า การลดค่าเงินด่องของเวียดนามลงอีก 3.4% เป็น 18,544 ด่องต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการลดค่าครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือนไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับการค้า การลงทุน และแม้แต่เรื่องของราคาสินค้าเกษตรในรอบปีนี้ เพราะจุดประสงค์ของการลดค่าเงินดอง ไม่ใช่แค่จุดประสงค์บางจุดประสงค์ที่กล่าวมาข้างต้น แต่สิ่งสำคัญคือ การพยายามสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงินด่อง ให้สกุลเงินของเวียดนามสามารถซื้อขายได้ในตลาดเงินทั่วโลก
“
นั่นหมายความว่าอีก 3 ปีข้างหน้าหากไทยไม่ปรับตัว ทั้งเรื่องของพื้นฐานเศรษฐกิจ การแข่งขันการบริการ หรือแม้แต่กฎเกณฑ์ที่อาจล้าหลัง ไม่เอื้อต่อการพัฒนาและลงทุนของต่างชาติ เมื่อนั้นทั้งเรื่องการค้า การบริการ การลงทุน ไทยจะไม่อาจสู้กับเวียดนามไม่ได้ เพราะการดำเนินการเกี่ยวกับค่าเงินของเวียดนามครั้งนี้ คือการเตรียมคือการเตรียมตัวพร้อมเพื่อดึงการลงทุนจากทั่วโลกให้เข้าสู่เวียดนามรวมทั้งการย้ายฐานการลงทุนไปจากประเทศไทย” นายอำพน กล่าวนายอำพน กล่าวว่า ในวันที่ 16 ก.พ.53 สศช.ประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เพื่อนำข้อมูลด้านเศรษฐกิจ จากทุกภาคส่วน มาประเมินสถานการณ์และทบทวนการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ ที่สศช.ได้มีการประเมิ นไว้แล้ว ว่าจะมีการเปลียนแปลงหรือไม่ ส่วนเรื่องของเงินดองไม่น่าจะมีส่วนในการชี้นำเศรษฐกิจของประเทศได้ในระยะสั้นๆ และคาดว่าไม่มีการนำเข้ามาเป็นประเด็นในการประเมินผลด้านเศรษฐกิจในช่วงนี้
คลังยันเวียดนามลดค่าเงินไม่กระทบไทย
"มาร์ค" ไม่ห่วง ลดค่าเงินด่อง อาฟตา ไม่กระทบ สินค้าเกษตรไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจได้ติดตามเรื่องที่ประเทศเวียดนามได้ลดค่าเงินด่องลงอีก โดยเป็นการติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แม้จะมีผลกระทบบ้างแต่ไม่ได้มาก โดยเฉพาะความสามารถและการแข่งขันทางการค้าโดยเฉพาะสินค้าเกษตรของไทยกับเวียดนาม และได้ติดตามอยู่รวมถึงสอบถามถึงผลกระทบการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตาด้วย โดยทางกระทรวงพาณิชย์ก็ได้ยืนยันแล้วว่าไม่มีผลกระทบในทางลบแต่อย่างใด
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวยืนยันว่า การลดค่าเงินด่องจะไม่กระทบความสามารถในการส่งออก โดยเชื่อว่าเวียดนามจะลดค่าเงินต่อไปอีก เนื่องจากยังไม่สะท้อนอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง เนื่องจากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ต้องพึ่งเงินลงทุนต่างประเทศมาโดยตลอด
ทั้งนี้ ยืนยันว่าปัญหาของเวียดนามไม่เหมือนกับของไทย เพราะเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยแข็งแกร่งมาก ระดับหนี้สาธารณะ ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปัจจุบันอยู่ที่ 45% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหลายประเทศที่ใช้นโยบายการคลังแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และหนี้ของไทยก็เป็นการกู้ยืมในประเทศเกือบทั้งสิ้น ในสายตาต่างชาติก็มองว่าไทยเป็นประเทศที่ปลอดหนี้ ไม่เหมือนประเทศอื่นในอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ที่เศรษฐกิจขยายตัวแต่ก็มาจากเงินกู้ต่างประเทศทั้งสิ้น
“
ผมได้เคยวิเคราะห์ว่าเวียดนามจะลดค่าเงินด่องอีกก็เกิดขึ้นจริง เพราะปัญหาเศรษฐกิจเวียดนามมาจากการขาดดุลทั้งงบประมาณ ดุลการค้า แต่ก็หวังว่าเวียดนามจะกลับมามีเสถียรภาพ ผมอยากเห็นอาเซียนทุกประเทศมีเศรษฐกิจแข้มแข็งจะได้เดินหน้าไปร่วมกันในการพัฒนาเศรษฐกิจของสมาชิกโดยรวม”นายกรณ์ กล่าวรมว.คลัง กล่าวว่า การกู้ในประเทศมาก สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของไทยว่าที่ผ่านมามีปริมาณการลงทุนที่ต่ำมาก ไม่ได้มีการใช้เงินตราต่างประเทศเพื่อซื้อสินค้าทุน มาลงทุน ขณะเดียวกันแม้ว่าไทยจะสามารถกู้ในประเทศได้ แต่ระยะเวลาการใช้หนี้ก็เป็รนระยะเวลาที่ไม่ยาว โดยหนี้รัฐบาลกว่า 4 ล้านล้านบาท มีเวลาชำระหนี้แค่ 5 ปี ดังนั้นเราต้องหาทางยืดเวลาชำระหนี้ วิธีเดียวที่ทำได้คือออกพันธบัตรต่างประเทศ ที่คลังอยู่ระหว่างหาทางแก้ไขต่อไป
ทั้งนี้ ไทยจะออกพันธบัตรกู้ยืมเงินตราต่างประเทศก็ต่อเมื่อมีการลงทุนในโครงการเชิงยุทศาสตร์ เพราะเมื่อมีการนำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศก็จำป็นต้องใช้สกุลเงินทุนต่างประเทศ ซึ่งคลังได้เตรียมการไว้แล้ว ที่ผ่านมาสภาได้อนุมัติกู้เงินระยะยาวจากธนาคารโลก ธนาคาเพื่อการพัฒนาเอเซีย หรือเอดีบี และองค์กรเพื่อความร่วมมือแปห่งประเทศญี่ปุ่น หรือไจก้า กว่า 2 พันล้านเหรียญ เพื่อรับการลงทุนในโครงการระบบราง
นอกจากนี้ รมว.คลัง กล่าวว่า คาดว่าเศรษฐกิจปี 2553 จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3.5% แต่ก็ยอมรับว่าปัจจัยภายนอกยังมีความเปราะบาง มีปัญหาเรื่องกำลังการผลิต การว่าจ้างในสหรัฐที่กว่าจะฟื้นตัวคงต้องใช้เวลา ส่วนยุโรปยังมีปัญหาขาดความมั่นใจในเสถียรภาพทางการคลังหลายประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจไทย มีความมั่นคงมากที่สุด ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเเศรษฐกิจได้ดี
สำหรับมาตรการภาษีอสังหาที่จะหมดอายุในเดือนมีนาคมนี้ รมว.คลัง ระบุว่า นโยบายการแก้ปัญหาหรือกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้เครื่องมือทางภาษี จำเป็นต้องรักษาวินัยการคลังและความศักดิ์สิทธิของนโยบาย หากนโยบายภาษีสามารถตอบโจทย์ได้อาจจำเป็นต้องยกเลิกมาตรการนั้นๆ เพื่อรักษาวินัย ไม่เอาใจทุกฝ่ายพียงอย่างเดียว ซึ่งมาตรการภาษีอสังหาที่ผ่านมาส่งผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว ผู้ประกอบการมีกำไร ปริมาณการซื้อขายการโอนเพิ่มขึ้นแล้ว







