
แบงก์หวั่นใจค่าจ้าง300บ.จะเพิ่มหนี้เสีย
“ทหารไทย” แนะลูกค้าเริ่มปรับตัว หวั่นค่าจ้าง 300 บาท
“ทหารไทย” แนะลูกค้าเริ่มปรับตัว หวั่นค่าจ้าง 300 บาท
เพิ่มหนี้เสีย ชี้ รัฐบาลควรทยอยปรับควบคู่คุมต่างด้าวทะลัก ดูแลแรงงานถูกเลิกจ้าง
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ความเสี่ยงมหภาค ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารได้เริ่มแนะนำกับกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีเริ่มปรับตัวรับมือกับต้นทุนแรงงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากมาตรการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน ของรัฐบาลใหม่แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดหนี้เสียในอนาคต
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้ เสื้อผ้าสำเร็จรูป อัญมณีเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ใช้แรงงานคนในการผลิตสูง
จากการสำรวจพบว่า หากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่ 300 บาท จะทำให้สัดส่วนกำไรของธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ หดหายไปตั้งแต่ 23-52% โดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้าง สินค้าอุปโภคบริโภค และสิ่งทอ ที่กำไรจะหายไปกว่า 50% จึงมองว่ารัฐบาลควรใช้วิธีการทยอยปรับขึ้นค่าจ้าง โดยกำหนดกรอบที่ชัดเจนเพื่อให้ภาคธุรกิจได้ปรับตัว
“การกระโดดขึ้นไปที่ 300 บาท ในครั้งเดียวเลยจะรุนแรงเกินไป เพราะปัจจุบันค่าจ้างโดยเฉลี่ยทั้งประเทศยังอยู่ที่ประมาณ 180 บาท/วันเท่านั้น ส่วนที่บอกว่าจะปรับขึ้นเป็นบางอุตสาหกรรมนั้น มองว่าจะทำให้ตลาดบิดเบือนและจะทำให้แรงงานแห่เข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมนั้นๆ มากเกินไป” นายเบญจรงค์ กล่าว
นายเบญจรงค์ กล่าวว่า นอกจากการทยอยปรับขึ้นค่าแรงแล้วรัฐบาลยังต้องออกมาตรการเสริมออกมาควบคู่กันไปด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ต้องมีมาตรการควบคุมการทะลักเข้ามาของแรงงานต่างด้าวและมาตรการช่วยเหลือแรงงานไทยบางส่วนที่ถูกเลิกจ้างจากบริษัทที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนค่าแรงได้
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลควรทยอยปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอัตรา 10 % ต่อปี เพื่อให้เอกชนปรับตัวและรักษาความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ โดยหากปรับขึ้นไปที่ 300 บาท เท่ากับปรับขึ้นถึง 40 % ในกรุงเทพและ 80 % ในต่างจังหวัด ซึ่งในท้ายที่สุดธุรกิจจะไม่สามารถอยู่รอดได้และอาจเป็นตัวฉุดให้การส่งออกในปีนี้เติบโตได้ต่ำกว่าเป้าที่ 15-17 %







